เป็นแผลตรงที่ เจาะจมูก

เจาะจมูก แฟชั่นสุดชิคกับเรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจ เทรนด์แฟชั่นที่นิยม

การเจาะจมูก เป็นเทรนด์แฟชั่นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน หลายคนชื่นชอบเพราะเป็นความสวยงามที่มีลักษณะเฉพาะตัวและช่วยเพิ่มความโดดเด่นบนกับใบหน้า นอกเหนือจากการเจาะจมูกและเลือกใส่อุปกรณ์แล้ว เราควรเรียนรู้วิธีการดูแลความสะอาดอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดตามมาได้

สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลก่อนการไปเจาะจมูก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกร้าน ชนิดของอุปกรณ์ การดูแลหลังการเจาะที่ถูกต้อง หรือความปลอดภัย ในบทความนี้อาจช่วยตอบคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการเจาะจมูก และอาจช่วยให้การเจาะจมูกครั้งนี้ดูมีสไตล์และปลอดภัยมากขึ้น

การเจาะจมูกมีวิธีการเตรียมตัวและดูแลแผลอย่างไร ?

การเจาะจมูกเป็นการเจาะที่ใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อมก่อนการเจาะจมูก รวมไปถึงการดูแลหลังจากเจาะจมูกอย่างเหมาะสม ดังนี้

การเตรียมตัว

ก่อนการเจาะจมูกควรเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้

  1. ควรมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กำลังตั้งครรภ์หรือมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับการติดเชื้อ อย่างเชื้อเอชไอวีหรือไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการเจาะจมูกจะปลอดภัยทั้งกับตนเองและคนอื่น
  2. 3 ตำแหน่ง เลือกตำแหน่งที่จะเจาะจมูก โดยทั่วไปบริเวณที่สามารถเจาะจมูกได้จะมีอยู่ด้วยกัน  คือ บริเวณกระดูกอ่อนระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้าง เนื้อส่วนปลายระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้าง และบริเวณปีกจมูก
  3. เพื่อลดการระคายเคืองและความเสี่ยงที่ชิ้นส่วนจะหลุดเข้าไปในร่างกาย เลือกอุปกรณ์หรือห่วงที่จะใส่หลังการเจาะหู โดยให้วัสดุที่เป็นเกรดเดียวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และมีคุณภาพเทียบเท่า เช่น สแตนเลส ไนโอเบียม หรือไทเทเทียม แต่หากเป็นทองคำควรเลือกแบบ 14K และ 18K ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานกับผิวหนัง
  4. พนักงานผ่านการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ มีเครื่องมือที่สะอาดได้มาตรฐาน เลือกร้านเจาะจมูกที่น่าเชื่อถือ และสำคัญ คือ การใช้เข็มเจาะสเตอริไรส์แบบใช้แล้วทิ้ง หรือใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อจากเครื่องอบฆ่าเชื้อโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเจาะจมูกด้วยตนเองหรือให้บุคคลที่ไม่ผ่านการอบรมเจาะจมูกโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

การดูแลหลังจากการเจาะจมูก 

แผลจึงจะหายสนิท โดยในช่วงแรกหลังการเจาะจมูกอาจมีความเสี่ยงที่เกิดการติดเชื้อได้ง่าย แผลจากการเจาะจมูกใหม่ ๆ อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ไปจนถึง 2-3 เดือน  จึงควรรักษาความสะอาดเป็นพิเศษและปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ล้างมือก่อนจับบริเวณจมูก แผล หรืออุปกรณ์สวมใส่เสมอ
  2. ล้างแผลบริเวณจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน
  3. หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สวมใส่ด้วยน้ำเกลือหรือสบู่อยู่เสมอ หากเป็นเหล็กควรใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันสนิม
  4. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุปกรณ์ เพราะอาจทำให้แผลหายช้าหรือขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจมีเลือดออกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่ม สำหรับบางรายที่ใช้อุปกรณ์ที่เล็กเกินไปก็อาจทำให้แผลหายจนปิดสนิทและอาจต้องเจาะใหม่
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดการกระแทกบริเวณจมูก
  6. งดว่ายน้ำทั้งในสระ ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น ๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้
  7. หมั่นทำความสะอาดผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนเสมอ
  8. ห้ามใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทาโดยตรงไปบริเวณแผล เพราะอาจทำให้ระคายเคือง
เป็นแผลตรงที่ เจาะจมูก
เป็นแผลตรงที่ เจาะจมูก

การดูแลหลังจากแผลหายสนิท

แม้ว่าแผลจะหายแล้วก็ยังควรหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ และดูแลด้วยวิธีอื่น ๆ ได้แก่ สวมอุปกรณ์ไว้เสมอเพื่อป้องกันรอยเจาะตัน ทำความสะอาดจมูกและอุปกรณ์ทุกครั้งที่เปลี่ยนอุปกรณ์สวมใส่ รวมทั้งตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ที่สวมใส่ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่มีคราบสกปรกหรือรูปทรงที่เปลี่ยนไป

เจาะจมูกเสี่ยงอะไรบ้าง ?

โดยในช่วง 2-3 วันแรกหลังการเจาะอาจมีอาการปวดร่วมด้วย ในการเจาะจมูก อาจทำให้รู้สึกเจ็บและมีเลือดออกได้ แต่เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้  ซึ่งอาการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เจาะ นอกจากนี้ บางรายอาจเกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น

  • แผลเกิดการฉีกขาดจากอุบัติเหตุ
  • อาการแพ้ที่เกิดจากอุปกรณ์ โดยเฉพาะที่ทำมาจากนิกเกิล
  • รอยแผลเป็นและคีลอยด์
  • มีปัญหาในการหายใจ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโพรงจมูก
  • สำลัก ติดคอ เนื่องจากอุปกรณ์หลุดเข้าไปในหลอดลม
  • เกิดการติดเชื้อ อย่างเชื้อเอชไอวี วัณโรค หรือไวรัสตับอักเสบชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้เข็มเจาะซ้ำ หรือการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม
  • จมูกเปลี่ยนรูปทรง อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

หากพบสัญญาณของการติดเชื้อ อย่างเช่น เป็นไข้ ผิวหนังบวมแดง ปวดรอบแผล หรือมีหนอง ufabet24  ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

สำหรับคนที่ต้องการให้รอยเจาะตันสามารถถอดห่วงและปล่อยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ แต่ในบางรายก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นและคีลอยด์ ซึ่งสามารถรักษาได้ยาก แม้ว่าการเจาะจมูกหรือการเจาะร่างกายส่วนได้ก็ตามอาจเป็นศิลปะที่ดูสวยงาม แต่ก็มีความเสี่ยง จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทำการเจาะเสมอ

การรักษาโดยแพทย์ (แนะนำ)

มองหาสัญญาณการติดเชื้อ ถ้าคุณเพิ่งเจาะจมูก รอยแดงหรืออาการเจ็บรอบๆ แผลเจาะถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ แต่สิ่งที่เราต้องคอยสังเกตคืออาการเหล่านี้

  • รอยแดงอักเสบเป็นแถบๆ หรือจุดๆ บนผิวรอบจุดที่เจาะ
  • มีรอยแดง บวม รู้สึกร้อนๆ ขึ้น หรือกดแล้วเจ็บบริเวณรอบๆ จุดที่เจาะ
  • มีของเหลวสีเหลืองๆ เขียวๆ เหมือนน้ำหนองไหลออกมาจากจุดที่เจาะ ถ้าเห็นเลือดไหลหรือซึมๆ ออกมาจากแผลเจาะเล็กน้อยนั่นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องคอยระวังน้ำหนองที่มีอาการบวมแดงร่วมด้วย
  • ต่อมน้ำเหลืองด้านบนหรือใต้แผลเจาะเกิดอาการบวมหรือกดเจ็บ
  • เป็นไข้ ถ้าก่อนหน้านี้สุขภาพยังปกติดี (ไม่มีไข้หรือหวัด) แต่จู่ๆ กลับเป็นไข้ขึ้นมา นี่ล่ะคือสิ่งที่เราต้องเป็นกังวล

ไปพบแพทย์ หากมีอาการใดๆ ข้างต้นและแผลเกิดการติดเชื้อ การดูแลอย่างถูกวิธีนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การติดเชื้อในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส และอาจเป็นอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษา

    • แพทย์มักจ่ายครีมหรือยาปฏิชีวนะให้แก่ผู้ป่วย ให้ใช้ครีมทาเฉพาะที่หรือทานยาตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10 วันถึง 2 สัปดาห์
    • ทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ
ดูแลรักษาความสะอาด ล้างมือให้สะอาดหมดจดด้วยน้ำอุ่นและสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขัดผิวบริเวณใต้เล็บเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก และเป่ามือให้แห้ง

  • การใช้ผ้าขนหนูอาจทำให้มือของคุณไม่สะอาดอีกครั้ง แม้ผ้าขนหนูจะดูสะอาดดีก็ตาม
อย่าถอดจิวจมูกออก แม้อาจจะดูเป็นความคิดที่ดี แต่มันอาจทำให้คุณเป็นฝีหนองได้ เพราะฉะนั้น ให้ใส่จิวไว้ตามเดิม เว้นแต่แพทย์จะแนะนำให้ถอดออก

  • ขอเตือนไว้ก่อนว่า สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีอาการแพ้ ถ้าอาการของคุณน่าจะเกิดจากการแพ้มากกว่าการติดเชื้อ คุณจะต้องถอดจิวออกในทันที คือ รู้สึกปวดแสบผิว แผลขยายใหญ่ และ/หรือมีน้ำสีเหลืองใสๆ ไหลออกมา
การรักษาด้วยตัวเอง
พิจารณาว่าเมื่อไหร่ที่ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง แม้คุณอาจสามารถจัดการกับแผลที่ติดเชื้อได้เองที่บ้าง แต่การติดเชื้อสแตปฟิโลคอคคัสอาจรุนแรงและอันตราย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบแพทย์ คุณอาจลองนำวิธีการต่อไปนี้ไปใช้ได้
antiseptic เช็ดจมูกทั้งด้านในและ ด้านนอกด้วยยาระงับเชื้อจากธรรมชาติ ใช้ยาระงับเชื้อ เช่น เกลือทะเลผสมน้ำอุ่น โดยจุ่มคอตตอนบัดลงในส่วนผสมที่เตรียมไว้ และแต้มลงไปในรูแผลเจาะเพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ
จุ่มจมูกค้างไว้ จุ่มจมูกลงไปในแก้วน้ำเกลือให้นานที่สุดเท่าที่ทนได้ มันอาจรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ช่วยทำความสะอาดแผลเจาะได้หมดจดทีเดียวเชียว
ใช้ยาปฏิชีวนะธรรมชาติ น้ำมันทีทรีออยล์เป็นยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป

  • จุ่มคอตตอนบัดลงในทีทรีออยล์  จากนั้นจึงถูลงบริเวณที่ติดเชื้อประมาณ 2-3 วินาทีและทิ้งให้แห้ง ทำอีกครั้งในตอนกลางคืน อาการติดเชื้อควรจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

เคล็ดลับ

  • ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสแผลเจาะจมูก และพยายามเอามือออกห่างจากใบหน้าในช่วงเวลาอื่นๆ
  • น้ำใสๆ ที่ไหลออกมาจากแผลเจาะถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ จึงไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด
  • แม้การไม่ล้างแผลเจาะบ่อยเกินไปจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่จะแนะนำให้ล้างประมาณ 3 ครั้งต่อวัน
  • อย่าใส่อะไรลงไปหลังจากทำความสะอาดจมูกแล้ว !
  • อย่าให้ช่างเจาะใช้วัสดุอื่นๆ เป็นจิวเจาะนอกจากโลหะหรือไทเทเนียมที่ใช้ในเครื่องมือการแพทย์ เพราะวัสดุอื่นๆ เช่น ทองหรือเงินอาจทำให้เกิดปัญหา และอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นถาวรได้อีกด้วย
  • ถ้าดึงออกมาแล้วเช็ดทำความสะอาดด้วยยาระงับเชื้อ (antiseptic) บริเวณรอบวงแหวนแล้วจึงดันกลับเข้าไปอย่างระมัดระวัง ให้ล้างวงแหวนด้วยน้ำเกลืออีกครั้งเมื่อใส่กลับเข้าไป
  • เมื่อล้างหน้าด้วยอะไรก็ตามใกล้กับบริเวณที่เพิ่งเจาะใหม่ๆ ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่ใช้ไม่มีส่วนผสมของสีย้อมและน้ำหอม และต้องล้างออกให้สะอาด
  • ล้างมือด้วยสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียทุกครั้งก่อนสัมผัสจิวเวลรี่ และหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลที่เพิ่งเจาะใหม่ๆ โดนน้ำสาธารณะที่มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ เพราะเชื้อแบคทีเรียอาจเข้าไปในแผลเจาะและทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • อย่าถอดจิวเวลรี่ออกถ้าไม่มีการติดเชื้อ เพราะแผลจะต้องแห้งในขณะที่คุณใช้ยาปฏิชีวนะ และถ้าคุณถอดจิวเวลรี่ออก มันจะทำให้เกิดฝีหนองที่เจ็บอย่าบอกใคร และมักจะต้องให้คุณหมอ (เจาะ) ตัด/เอาออกเท่านั้น

คำเตือน

  • ใช้เกลือทะเลเท่านั้น ไม่ควรใช้เกลือบริโภคเพราะมีไอโอดีนซึ่งเป็นสารที่อาจทำให้ระคายเคือง
  • เพียงต้มน้ำและใส่ถุงชาลงไป (สามารถใส่เกลือเพิ่มลงไปสัก 1/4 ช้อนชาถ้าต้องการ) ชาดอกคาโมมายล์สามารถช่วยรักษาแผลเจาะอย่างได้ผลเท่า ๆ กับการจุ่มลงในน้ำเกลือเลยทีเดียว  เมื่อชาเย็นลงพอสมควรแล้ว ให้ใช้ถุงชากดลงไปบนแผลเจาะของคุณ โดยแนะนำให้ทำสัก 2 ครั้งต่อวันถ้าไม่ได้เติมเกลือลงไป
  • อย่าใช้มือสกปรกสัมผัสแผลเจาะของคุณเป็นอันขาด รวมถึงพยายามอย่าเอามือไปเล่น เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกติดเข้าไปในแผล
  • อย่าเปลี่ยนจิวเวลรี่หากยังใส่ได้ไม่ถึง 3 เดือน เพราะแผลเจาะยังอยู่ในขั้นตอนการเยียวยา และอาจทำให้สิ่งสกปรกติดเข้าไปในแผลมากขึ้น
  • ทำให้น้ำมันทีทรีออยล์เจือจางลงก่อนทุกครั้ง เพราะน้ำมันเข้มข้นจะทำให้ปวดแสบผิวสุดๆ! จึงห้ามแต้มลงไปโดยที่ยังไม่เจือจาง
  • อย่าใช้น้ำยาที่เป็นขวด ผลิตภัณฑ์ควบคุม (TCP) และเพอร์ออกไซด์ เพราะถึงแม้จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและทำความสะอาดแผลได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ฆ่าเซลล์ดีไปด้วยเช่นเดียวกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *