ทำงานหนักเกินไป รับมืออย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

รับมืออย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ ทำงานหนักเกินไป

การทำงาน สำคัญกับชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นที่มาของรายได้และอาจเป็น แรงผลักดัน ในการใช้ชีวิตของใครหลายคนอีกด้วย แต่การทำงานหนักเกินไปโดยไม่จัดสรรเวลาให้เหมาะสม อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตในระยะยาวได้

ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า การทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความเครียด ปัญหาด้านการนอนหลับ โรคหลอดเลือดหัวใจ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ อย่างการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ การจัดลำดับความสำคัญของงานและบริหารเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณปรับสมดุลระหว่างการทำงานงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้

ทำงานหนักส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและมีเวลาพักผ่อนน้อยลง ufabet24  การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกอาจไม่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อสุขภาพมากนัก ซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอมักทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและประสิทธิภาพการทำงานลดลง เช่น ทำงานไม่ทันตามกำหนด คุณภาพของงานลดลง และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดในการทำงาน เป็นต้น

ความเครียดเรื้อรังเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยจากการทำงาน โดยมักเกิดจากปริมาณงานที่มากเกินไปหรือได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ยากเกินความสามารถ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ภาวะวิตกกังวล นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง และอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคซึมเศร้าด้วย

การทำงานหนักอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในบางกรณี เช่น การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์เพื่อผ่อนคลายความเครียดในปริมาณมากกว่าคนทั่วไป

ทำงานหนักเกินไป รับมืออย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ
ทำงานหนักเกินไป รับมืออย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

เทคนิคปรับพฤติกรรมสำหรับคนชอบทำงานหนัก

การปรับพฤติกรรมในการทำงานอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนที่ทำงานหนักเป็นนิสัย จึงอาจเริ่มปรับที่ละน้อยโดยใช้วิธีการเหล่านี้

  • จัดลำดับ ความสำคัญของงาน โดยจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันลงในกระดาษโน้ตหรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถเห็นได้ชัดเจน และเรียงลำดับการทำงานตามความสำคัญของงาน ซึ่งควรเริ่มทำงานที่เร่งด่วนและมีความสำคัญมากที่สุดก่อน
  • แบ่งเวลาการทำงานและการใช้ชีวิตให้ชัดเจน เช่น ไม่ตรวจเช็กอีเมลหรือรับโทรศัพท์เรื่องงานหลังเวลาเลิกงานโดยไม่จำเป็น จะช่วยลดความเครียดจากการทำงานนอกเวลาและช่วยให้เราใช้เวลาพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น
  • กำหนดเวลาพักระหว่างการทำงาน การทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงมักทำให้รู้สึกปวดเมื่อยและเหนื่อยล้า การลุกขึ้นเดินเปลี่ยนอิริยาบถ และออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกแทนการรับประทานอาหารที่โต๊ะทำงาน จะช่วยให้กลับมาทำงานต่อได้กระปรี้กระเปร่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  เช่น ทำงานอดิเรกที่ชอบ ใช้เวลาอยู่กับคนในครอบครัว และนัดพบปะพูดคุยกับเพื่อน เป็นต้น
  • ผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมที่ชื่นชอบ อย่างการฝึกสมาธิ เล่นโยคะ และจดบันทึกความรู้สึกในแต่ละวัน
  • ควรงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน เพราะอาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น
  • พูดคุยกับหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลให้ชัดเจนเมื่อมีปัญหาในการทำงาน เช่น ได้รับมอบหมายงานจำนวนมากเกินไปหรือเนื้องานยากเกินความสามารถ ทำให้ไม่สามารถส่งงานตามกำหนดได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมงานหรือองค์กร เป็นต้น

อาจเป็นปัจจัยทำลายสุขภาพกายและสุขภาพจิตในระยะยาวได้ การทำงานหนักไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่น การบริหารเวลาการทำงานและการใช้ชีวิตให้สมดุล และจัดลำดับความสำคัญของงานจะช่วยให้คุณทำงานที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เสียสุขภาพ ทั้งนี้ หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือมีปัญหาด้านการนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำอย่างเหมาะสม

ความรู้สึกวิตกกังวลเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองตามปกติของร่างกายเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกดดัน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนรู้วิธีการรับมือด้วยตนเองอาจช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นได้อย่างง่าย ๆ และมีประสิทธิภาพ

ความวิตกกังวลเกิดขึ้นเมื่อสมองรับรู้ถึงความไม่มั่นคงหรือไม่ปลอดภัยในชีวิต จึงสร้างปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นภายในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดันได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกวิตกกังวลมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ บทความนี้จึงได้รวบรวมวิธีการจัดการกับความวิตกกังวลด้วยตนเองมาฝากกัน

5 วิธีรับมือกับความวิตกกังวล

เครียดและกังวลมากเกินไป ลดความรู้สึกวิตกกังวลได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการเหล่านี้

1. จัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

การห้ามไม่ให้เกิดความรู้สึกกังวลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากความกังวลเป็นความรู้สึกไม่สบายใจหรือความกระวนกระวายที่มีต่อสถานการณ์หนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ นอกจากนี้ บางคนอาจรู้สึกว่าความวิตกกังวลช่วยให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวพร้อมรับกับสถานการณ์ หรือหากไม่รู้สึกกังวลอาจทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นตามมา

อย่างไรก็ตาม หากมีความวิตกกังวลมากเกินไป อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ จึงไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นไปกับเรื่องที่กังวล โดยอาจกำหนดระยะเวลาในช่วงสั้น ๆ ของวัน หรือใช้วิธีการจดบันทึกความคิดหรือความรู้สึกในแต่ละวันลงในสมุดจด ซึ่งนอกจากจะเป็นการระบายความรู้สึกไม่สบายใจแล้ว ยังช่วยให้ได้สังเกตเห็นเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

2. ดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้จัดการกับความเครียดและวิตกกังวลได้ดีขึ้น โดยอาจจะลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอกจากนี้ ควรระมัดระวังการรับประทานสารปรุงแต่งอาหารและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากอาจทำให้บางคนมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายกว่าปกติ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างการเดินเร็วหรือการวิ่ง ซึ่งจะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนความเครียด ทำให้นอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความมั่นใจในรูปร่างของตนเองอีกด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการอดนอนอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและโรคอื่น ๆ ตามมา โดยการเข้านอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนนอน และจัดบรรยากาศในห้องให้เอื้อต่อการนอนหลับได้สนิท

3. จำกัดปริมาณการดื่มคาเฟอีน

การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา กาแฟ หรือช็อคโกแลต ในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) โรคแพนิค (Panic Disorder) และโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD)  หรือยิ่งอาจทำให้อาการที่เป็นอยู่แย่ลง ดังนั้น ควรจำกัดปริมาณการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจช่วยลดอาการวิตกกังวลได้

4. พูดคุยกับคนใกล้ตัว

หากมีเรื่องไม่สบายใจหรือรู้สึกกังวล การพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่พร้อมรับฟังอาจทำให้ได้ระบายความตึงเครียดในใจ และได้รับปลอบโยนให้รู้สึกสบายใจขึ้น รวมถึงอาจได้รับคำแนะนำที่ดีสำหรับสถานการณ์ที่กดดันและไม่มีทางออก การได้พูดคุยกับคนที่เรารู้สึกสนิทใจยังช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าเราไม่ได้เผชิญกับความยากลำบากอยู่เพียงลำพัง

5. ฝึกสติและสมาธิ

แม้ว่าการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง หรือการทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ อาจช่วยลดความวิตกกังวลได้ แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจช่วยได้ในกรณีที่มีความไม่สบายใจในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่การฝึกสติและสมาธิอาจช่วยให้ผู้ที่รู้สึกวิตกกังวลในระยะยาวมีอาการดีขึ้นได้ อย่างการนั่งสมาธิหรือการเล่นโยคะ โดยจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและทำให้จิตใจสงบ ซึ่งนอกจากจะทำให้ความวิตกกังวลหรือความเครียดที่รบกวนจิตใจลดลงแล้ว ยังอาจช่วยให้ผู้ปฏิบัติมองเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เมื่อความวิตกกังวลเริ่มมีผลกระทบต่อชีวิต

เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ความวิตกกังวลทั่วไปอาจกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตได้ โดยไม่รู้สึกดีขึ้นหรือรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมีความสุข จะถือว่ามีอาการของภาวะวิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder หรือ GAD)

ผู้ป่วยมีความรู้สึกเครียดหรือกังวลมากผิดปกติ ภาวะวิตกกังวลทั่วไป เป็นภาวะความผิดปกติทางจิตใจ เป็นระยะเวลานาน โดยอาจเกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์กดดันหรือตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาครอบครัวหรือปัญหาเรื่องเงิน และอาจพบได้ในผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติของโรคนี้มาก่อน ซึ่งแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป เช่น มีความกังวลหรือไม่สบายใจ บางครั้งอาจไม่สามารถระบุสาเหตุของความกังวลได้ รู้สึกหงุดหงิดไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียด การดูแลและจัดการกับความวิตกกังวลด้วยตนเอง ในเรื่องที่ไม่สบายใจได้ อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณหรืออาการที่เข้าข่ายว่าเป็นโรควิตกกังวลทั่วไป การดูแลตนเองอาจไม่เพียงพอสำหรับการรักษา จึงควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม อย่างการใช้ยาหรือการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) จะช่วยลดความรุนแรงของโรควิตกกังวลและช่วยป้องกันการเกิดอาการซ้ำอีกในภายหลัง

เคล็ดไม่ลับ รับมือความเครียด

ความเครียดสามารถเป็นเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้หากถูกปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีรับมือจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม เพื่อผ่อนคลายความเครียดให้บรรเทาลง และผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตึงเครียดไปได้ด้วยดี

วิธีการรับมือกับความเครียดที่ควรเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ได้แก่

  • สัญญาณสำคัญที่อาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว สังเกตปฏิกิริยาทางร่างกายที่ตอบสนองต่อความเครียด เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิด โกรธง่าย พลังงานต่ำ มีปัญหาในการนอน ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาหรือสารเสพติด
  • หลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาอย่างผิดวิธี ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้สารเสพติด หรือใช้ผลข้างเคียงของยารักษาในทางที่ผิดเพื่อบรรเทาความเครียด
  • ควรทราบก่อนว่าสิ่งใดที่เป็นปัจจัยก่อความเครียด วางแผนจัดการกับความเครียดด้วยตนเอง การวางแผนจัดการกับความเครียด หากยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เครียด ให้จดบันทึกเกี่ยวกับความเครียดในช่วงเวลา 2-4 สัปดาห์ แล้วจึงทบทวนว่าสาเหตุของความเครียดที่กำลังเผชิญคืออะไร สิ่งที่ต้องจดลงในบันทึกความเครียด ได้แก่ วันที่ เวลา และสถานที่ที่เกิดความเครียด สิ่งที่กำลังทำในขณะนั้น คนที่อยู่ด้วยในขณะนั้น ความรู้สึกและความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จากนั้นทำอะไรต่อ มีอาการทางร่างกายอย่างไร แล้วให้คะแนนระดับความเครียดที่เกิดขึ้นจาก 0-10 (ไม่เครียด-เครียดมากที่สุด) หลังจากจดบันทึกแล้ว ให้ทบทวนว่าสาเหตุที่ทำให้เครียดคืออะไร จะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร แล้ววางแผนรับมือว่าจะทำอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดันเหล่านั้นที่ทำให้เกิดความเครียด
  • จัดลำดับความสำคัญ เรียงลำดับและคัดแยกสิ่งที่ต้องทำก่อนเป็นอันดับต้น ๆ กับสิ่งที่สามารถทำทีหลังได้ จดบันทึก วางแผนการทำงาน แล้วปฏิบัติตามกำหนดการที่วางแผนไว้ โดยรู้จักที่จะปฏิเสธภาระงานหรือความรับผิดชอบที่เกินกำลัง หรือมีปริมาณมากเกินกว่าจะบริหารเวลาได้ตามกำหนด เมื่อทำงานเสร็จก็บันทึกสิ่งที่ทำสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ไม่ควรพะวงหรือลงบันทึกเกี่ยวกับงานที่ไม่สามารถทำได้
  • กำลังใจ และการสนับสนุนทางอารมณ์จากบุคคลใกล้ชิด เป็นหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะตึงเครียดได้ผ่อนคลายและรู้สึกดีขึ้น โดยสามารถพูดคุย ปรึกษา ระบายปัญหา หรือหาวิธีผ่อนคลายความเครียดร่วมกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก
  • รู้จักปล่อยวาง ไม่จมอยู่กับปัญหา ยอมรับในสิ่งที่ต้องเผชิญว่าในบางครั้งก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หากไม่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง หรือมีความเครียดและเป็นทุกข์ที่ไม่สามารถหาวิธีผ่อนคลายได้ด้วยตนเอง ควรไปปรึกษาบุคคลใกล้ชิดและผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ และถูกสุขอนามัย การมีสุขภาพดีจะส่งผลดีต่อระบบของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ และมีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง แล้วควรหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนนอกบ้านบ้าง เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 30 นาทีต่อวัน การออกกำลังกายจะช่วยปรับอารมณ์และผ่อนคลายความเครียดลงได้ อาจทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ อย่างการเดิน การเล่นโยคะ หรือไทเก๊ก รวมไปถึงการทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก การหายใจเข้าลึก ๆ จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลง
  • หากไม่สามารถจัดการความเครียดได้ด้วยตนเอง ขอความช่วยเหลือ ต้องใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติดแก้ปัญหา หรือเคยมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวที่ทุกข์ใจและทำให้เกิดความเครียด หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัดสนับสนุนภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ ชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหา การวางแผนรับมือและบรรเทาความเครียด และรับกำลังใจสนับสนุนซึ่งกันและกันภายในกลุ่มบำบัด
  • หาวิธีรักษา ทั้งอาการป่วยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียด และอาการที่เกิดขึ้นจากความเครียด เช่น ปวดหัว สามารถกินยากลุ่มยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลและไอบูโพรเฟนเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ นอนไม่หลับ ควรปรับเปลี่ยนวิสัยการนอนและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับอย่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน จำพวกชาหรือกาแฟ หากท้องเสีย ควรดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไปและป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

สามารถฝึกปรับอารมณ์ ความคิด ส่วนอาการด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม หรือพฤติกรรมให้เหมาะสมได้ด้วยตนเอง หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาตามขั้นตอน ทั้งการเข้ารับการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) โดยวิธีการนี้สามารถใช้บำบัดโรคความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน อย่างอะนอเร็กเซียและบูลิเมีย และยังสามารถบำบัดผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน อย่างอาการนอนไม่หลับได้ด้วย

การรับยารักษาที่ต้องใช้ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น เช่น ภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวล แพทย์อาจจ่ายยาต้านเศร้า (Antidepressant) ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมอง อย่างเซโรโทนินและนอร์อะดรีนาลีน ช่วยปรับอารมณ์ความรู้สึกแก้ปัญหาความหดหู่ซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่เกิดจากความเครียด หรือยารักษาภาวะวิตกกังวล (Antianxiety) ที่ใช้ลดความวิตกกังวลจนทำให้เกิดความเครียด

ความเครียดเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดเหมือนอาการป่วย แต่การรู้จักจัดการบริหารความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จะทำให้สามารถเรียนรู้ทักษะที่จะอยู่และรับมือกับความเครียดได้ในโอกาสต่อ ๆ ไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและความสุขในการดำเนินชีวิต

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *