ใครมีปัญหา ท้องผูกบ่อย การกินผักเยอะ

ไฟเบอร์ มิตรแท้ แก้ท้องผูก

ท้องผูก หนึ่งในปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายที่สามารถส่งผลเสียและก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ไส้เลื่อน ริดสีดวง หรือแม้แต่ภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งเกิดจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ 

หลายคนอาจหันไปพึ่งยาระบายที่ยิ่งส่งผลให้ระบบขับถ่ายแย่ไปมากกว่าเดิม ลองหันมาใช้วิธีธรรมชาติด้วยการรับประทานไฟเบอร์แก้ท้องผูกกันเถอะ เพราะในความเป็นจริงแล้วอาการท้องผูกสามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ (Fiber) ที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง

ไฟเบอร์กับคุณสมบัติแก้ท้องผูก

ไฟเบอร์ หรือที่มักเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า กากใยอาหาร คือเส้นใยซึ่งเป็นส่วนประกอบของพืช เป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เหมือนสารอาหารอื่น ๆ เช่น ไขมัน โปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรต และไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไฟเบอร์มีทั้งหมด 2 ชนิด ได้แก่

  • ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (Soluble Fiber) พบได้ในกลุ่มธัญพืช ถั่ว แอปเปิ้ล ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แครอท เป็นต้น มีสรรพคุณในการชะลอการทำงานของระบบย่อยอาหารและช่วยให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้มากขึ้น
  • ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้ (Insoluble Fiber) มักพบในกลุ่มธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักใบเขียว มันฝรั่ง และถั่วเปลือกแข็งต่าง ๆ เมื่อรับประทานแล้วจะเข้าไปเพิ่มปริมาณเนื้ออุจจาระ อีกทั้งยังช่วยให้อุจจาระกักเก็บน้ำได้มากขึ้น จนสามารถเคลื่อนผ่านลำไส้และออกมาจากร่างกายได้ง่ายขึ้น

ไฟเบอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้ล้วนมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายด้วยกันทั้งสิ้น เพราะไฟเบอร์จะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้เป็นปกติ จึงทำให้ลำไส้สามารถขับของเสียออกมาได้เป็นปกติ ส่งผลให้ปัญหาท้องผูกลดลง โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ จะช่วยให้เนื้ออุจจาระนิ่มขึ้น ทำให้ถ่ายได้ง่าย รวมถึงช่วยย่อยอาหารให้ช้าลง และเพิ่มการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายด้วย  ส่วนไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้ ก็ถือเป็นเป็นยาระบายแบบธรรมชาติ เพราะจะเข้าไปช่วยเร่งการขับถ่าย ผู้ที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกบ่อย ๆ หากได้รับประทานไฟเบอร์ก็จะช่วยให้อาการท้องผูกดีขึ้น

8 อาหารไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูก

ทว่าถึงแม้ไฟเบอร์จะมีประโยชน์กับร่างกายอย่างมากมาย แต่หากรับประทานมากเกินไปก็อาจจะไม่ส่งผลดีกับระบบขับถ่ายนัก เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและแน่นท้องได้ โดยทั่วไปควรได้รับไฟเบอร์ 20-35 กรัมต่อวัน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำ ปริมาณไฟเบอร์ที่ร่างกายของคนไทยควรได้รับต่อวันไว้ที่วันละ 25 กรัม และนี่คืออาหารไฟเบอร์สูงที่ขอแนะนำว่าควรหามารับประทานเพื่อระบบลำไส้และการขับถ่ายที่ดี

แอปเปิ้ล

ถ้าจะเรียกว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดก็คงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะผลไม้ชนิดนี้ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายอย่างมาก ปริมาณน้ำตาลต่ำ และอุดมด้วยไฟเบอร์ แค่แอปเปิ้ลผลขนาดกลางก็มีปริมาณไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัมเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย  ufabet24 หรือคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง

ฝรั่ง

ฝรั่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ถูกมองข้ามสรรพคุณในการแก้ท้องผูกไป หลายคนอาจไม่รู้ว่าฝรั่งขนาดกลางครึ่งผลหรือประมาณ 128 กรัมนั้นให้ปริมาณไฟเบอร์ได้มากถึง 4.7 กรัม อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นเลยทีเดียว

ผักปวยเล้ง

ผักที่หลายคนมักจะเข้าใจสับสนว่าคือผักโขม ด้วยลักษณะที่คล้ายกัน แต่ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีอยู่ไม่น้อย เพราะผักปวยเล้ง 1 กำ ก็มีไฟเบอร์สูงถึง 7.5 กรัม แถมยังอุดมด้วยธาตุเหล็กบำรุงร่างกายอีกด้วย

ถั่วขาว

ถ้าพูดกันถึงเรื่องถั่วแล้ว ถั่วขาวเป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง โดยถั่วขาวเพียง 100 กรัมก็มีปริมาณไฟเบอร์ 6.3 กรัม นอกจากนี้ถั่วขาวยังเป็นอาหารลดน้ำหนักยอดนิยมอีกด้วย

อัลมอนด์

เรียกได้ว่าเป็นถั่วยอดนิยมที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ แถมยังให้สารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายไม่ว่าจะไขมันดี วิตามินอี หรือแมกนีเซียม รวมถึงมีไฟเบอร์มากถึง 12.5 กรัม หากรับประทานอัลมอนด์ในปริมาณ 100 กรัม

เมล็ดเจีย

ซูเปอร์ฟู้ดยอดนิยมชนิดนี้ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์สูง เมล็ดเจีย 1 ออนซ์ (28.35 กรัม) มีไฟเบอร์ถึง 9.8 กรัม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนหันมารับประทานเมล็ดเจียกันมากขึ้น

อะโวคาโด

เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังมีปริมาณไฟเบอร์ในระดับที่สูงไม่ใช่เล่น เพราะอะโวคาโด 100 กรัมนั้นมีปริมาณไฟเบอร์อยู่ที่ 6.7 กรัม ได้ทั้งไฟเบอร์สูงช่วยระบบขับถ่าย และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไปในตัว

โกโก้หรือดาร์ก ช็อกโกแลต

ขนมหวานชนิดนี้ให้สารอาหารที่ดีแก่ร่างกายมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือไฟเบอร์นี่เอง ซึ่งดาร์ก ช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้ 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในปริมาณ 100 กรัม จะมีไฟเบอร์อยู่ประมาณ 11 กรัม แต่เราควรเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่ไม่มีน้ำตาลเติมลงไป มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้ แม้ว่าไฟเบอร์จะดีต่อระบบลำไส้ แต่ประเภทและปริมาณของอาหารขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสุขภาพของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งหากผู้บริโภคมีปัญหาเรื่องระบบลำไส้ อย่างเช่น ภาวะลำไส้แปรปรวน ก็อาจต้องลดปริมาณไฟเบอร์ลงเพื่อไม่ให้ไฟเบอร์ไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานมากขึ้นจนเกิดอาการท้องเสียที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

เรียกได้ว่าไฟเบอร์ก็มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และที่สำคัญควรรับประทานไฟเบอร์ที่อยู่ในอาหาร หลีกเลี่ยงไฟเบอร์ที่ผ่านการสังเคราะห์ เพราะนอกจากจะทำให้เราพลาดโอกาสได้รับสารอาหารดี ๆ เพื่อสุขภาพแล้ว ก็อาจทำให้ร่างกายเคยชินกับการใช้สารอาหารสังเคราะห์เหล่านั้น จนไม่สามารถเลิกใช้ได้ กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข

แบบไหนกันแน่ที่เรียกว่า ท้องผูก

หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าท้องผูกหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่จริงๆ แล้วอาการท้องผูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย ตราบใดที่คุณสามารถถ่ายได้อย่างสบายๆ ไร้กังวล ไม่ต้องเบ่ง อุจจาระนิ่มจับตัวเป็นก้อนดี แม้ 2-3 วันจะถ่ายสักครั้งก็ไม่ถือว่าผิดปกติ

แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าการขับถ่ายเป็นเรื่องยาก หลายครั้งต้องนั่งนานถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่าย บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด ใช้นิ้วล้วงช่วย ถ่ายไม่สุด เหมือนมีอะไรมาอุดกั้นอยู่ ถ่ายออกมาน้อย อุจจาระแข็งมีลักษณะเป็นเม็ด ผิวขรุขระหรือแห้งแตก รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณมีอาการท้องผูกอย่างแน่นอน

ท้องผูกเกิดจากอะไร

ภาวะท้องผูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่

  • การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกายหรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย กลั้นอุจจาระบ่อยๆ ซึ่งผู้ที่มีอาการท้องผูกมากถึง 50% มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมหล่านี้
  • การเบ่งถ่ายอุจจาระผิดวิธี แพทย์พบว่า 30% ของอาการท้องผูกเกิดจากการทํางานไม่ประสานกันของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเบ่งอุจจาระ นั่นคือมีการออกแรงเบ่งพร้อมกับขมิบหูรูดทวารหนักไปด้วย เมื่อแรงเบ่งมีไม่มากพอที่จะเอาชนะแรงต้านบริเวณหูรูด อุจจาระก็ไม่สามารถจะเคลื่อนออกมาได้
  • การทำงานของลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หรือภาวะลำไส้เฉื่อย เป็นการที่ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวน้อยลงทําให้อุจจาระเคลื่อนลงมาช้ากว่าปกติ ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจดูการเคลื่อนผ่านของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ (colonic transit time) โดยให้ผู้ป่วยกลืนเม็ดยาที่มีแถบทึบแสง (sitzmark radiopaque markers) หลังจากนั้น 3 และ 5 วันจึงเอ็กซ์เรย์ดูจำนวน markers ที่เหลืออยู่ในลำไส้ใหญ่ ถ้ายังกระจายอยู่ทั่วไปแสดงว่าลำไส้ทำงานผิดปกติ อย่างไรก็ตาม สาเหตุนี้พบได้น้อยมาก คือ 5-6% เท่านั้น
  • การใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ท้องผูก เช่น  ยารักษาอาการซึมเศร้า ยารักษาโรคพวกพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ยาลดความดันโลหิต ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแคลเซียม หรืออะลูมิเนียม ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน เป็นต้น

ท้องผูกบ่อยๆ ส่งผลอย่างไรบ้าง

ท้องผูกส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หลายคนรู้สึกเครียด เบื่ออาหาร ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปวดหัว ปวดหลัง และแสบร้อนบริเวณหน้าอก ไม่เพียงเท่านั้นการออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำยังก่อให้เกิดผลร้ายตามมามากมาย เช่น

  • ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด
  • ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  • ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู
  • ทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้
  • ทำให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ท้องผูกเรื้อรังจนทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน ได้แก่ ปวดท้องมาก อึดอัดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ไม่ผายลม และไม่ถ่ายอุจจาระ

เมื่อผูกได้ก็แก้ได้

อาการท้องผูกนั้นแก้ไขให้ทุเลาลงได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

50% ของผู้ที่มีอาการท้องผูกสามารถกลับมาขับถ่ายได้เป็นปกติ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตซึ่งได้แก่

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณอุจจาระและกระตุ้นการเคลื่อนตัวภายในลำไส้ใหญ่ให้เร็วขึ้น

  • รับประทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารเช้าช่วยให้กระเพาะอาหารขยายตัวแล้วไปกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานเกิดเป็นความรู้สึกอยากถ่าย โดยควรเผื่อเวลาสำหรับการเข้าห้องน้ำหลังอาหารเช้าและการเดินหลังอาหารประมาณครึ่งชั่วโมงไว้ด้วย เพราะความรู้สึกอยากถ่ายนั้นเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 นาทีเท่านั้น หากไม่มีการถ่าย ความรู้สึกอยากถ่ายจะหายไปและอุจจาระก็จะแข็งขึ้นทำให้เกิดปัญหาท้องผูกตามมา

  • ดื่มน้ำให้มากพอเพื่อให้อุจจาระอ่อนนุ่มถ่ายง่าย

  • ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังมีปัญหาในช่วงแรกๆ แพทย์อาจให้ใช้ยาระบายช่วย เมื่อปรับพฤติกรรมได้แล้วจึงหยุดยา

การฝึกขับถ่ายให้เป็นธรรมชาติ (biofeedback training)

หลายคนเบ่งถ่ายผิดวิธีมาทั้งชีวิตโดยไม่รู้ตัวจนทำให้เกิดภาวะท้องผูก ซึ่งแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ให้คำแนะนำในการฝึกถ่ายอุจจาระอย่างถูกวิธี โดยมีหลักการคือ ฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นหลักแทนการหายใจด้วยปอด และฝึกเบ่งโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง

ใครมีปัญหา ท้องผูกบ่อย การกินผักเยอะ
ใครมีปัญหา ท้องผูกบ่อย การกินผักเยอะ

ในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดปัญหาจากกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก แพทย์อาจแนะนำให้ทำ biofeedback training ร่วมกับการตรวจวัดการทำงานของลำไส้ใหญ่และหูรูดทวารหนักชนิดความละเอียดสูง (high-resolution anorectal manometry) ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนัก เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อทั้ง 2 ส่วนนี้มีการคลายตัวหรือบีบตัวประสานกับการเบ่งหรือไม่

ในกรณีที่ไม่มีความรู้สึกอยากถ่ายแม้จะมีอุจจาระมาที่ทวารหนักแล้วก็ตาม การตรวจนี้ยังช่วยให้ทราบถึงความไวของทวารหนักต่อการรับความรู้สึกจากการกระตุ้น โดยจะมีการใส่ลมเข้าไปในลูกโป่งที่อยู่ปลายของสายตรวจ เพื่อกระตุ้นความรู้สึกภายในทวารหนักและดูการตอบสนองของผู้เข้ารับการตรวจ

การใช้ยาระบาย

การใช้ยาระบายควรใช้ตามแพทย์สั่งและใช้เท่าที่จำเป็น เพราะยาระบายมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกันและอาจส่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

ทั้งนี้ ยาระบายแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้

  • ยาระบายที่ออกฤทธิ์โดยการเพิ่มปริมาณอุจจาระ (bulk-forming laxatives) ตัวยามีคุณสมบัติเช่นเดียวกับไฟเบอร์คือดูดซึมและอุ้มน้ำได้ดี เช่น Mucillin อุจจาระจึงเป็นก้อนและนิ่มขึ้น แต่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและถ่ายยากได้หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ

  • ยาที่ออกฤทธิ์โดยการดูดซึมน้ำกลับเข้ามาในลำไส้ (osmotic laxatives) ทำให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่ายขึ้น เช่น แลคตูโลส (lactulose), Milk of Magnesia (MOM) ยากลุ่มนี้แพทย์มักแนะนำให้ใช้เป็นหลัก เนื่องจากไม่ค่อยพบปัญหาการดื้อยาแต่อาจทำให้ท้องอืดได้เช่นกัน

  • ยาที่ออกฤทธิ์ทำให้อุจจาระนิ่ม (stool softener laxatives) เป็นยาที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน เช่น arachis oil ที่ทำให้อุจจาระนิ่มลื่นและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้โดยง่าย

  • ยาที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (stimulant laxatives) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารเพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น เช่น มะขามแขก, bisacodyl ซึ่งเห็นผลเร็ว แต่หากใช้อย่างต่อเนื่องจะก่อให้เกิดอาการดื้อยาหรือท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยาขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดอาจทำให้โครงสร้างและการทำงานของลำไส้เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีจุดดำเกิดขึ้นในลำไส้

  • ยาระบายชนิดสวน เป็นการใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ร่วมกับการทำให้อุจจาระนิ่ม โดยตัวยาที่ใช้มีทั้งน้ำเกลือเข้มข้มที่อาจทำลายเยื่อบุผิวลำไส้ และยาที่มีส่วนผสมของโซเดียม ฟอสเฟต (sodium phosphate) ซึ่งเป็นสารประกอบประเภทเกลือที่อาจเป็นอันตรายกับผู้ป่วยโรคไตได้ การใช้ยาสวนจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • ยาใหม่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูกที่ยากลุ่มแรกใช้ไม่ได้ผล ได้แก่ ยากระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ (prokinetic drugs) และยาที่กระตุ้นการขับน้ำเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ซึ่งแพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มนี้เพิ่มเติมเป็นรายๆ ไป

การผ่าตัด

การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออกเป็นทางเลือกสุดท้ายใน การแก้ปัญหาท้องผูก เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งหมดแล้วไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาระบายหรือการฝึกเบ่งแต่ลำไส้ใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวช้าอย่างรุนแรง

การรักษาโรคท้องผูกอย่างถูกวิธีต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว โดยเริ่มต้นจากการพูดคุยกับทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและหาแนวทางร่วมกันในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด รวมทั้งป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก

นอกจากนี้ หากคุณอายุมากกว่า 45 ปี หรือมีอาการอื่นๆ นอกเหนือจาก ท้องผูก เช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด ท้องผูกช่วงสั้นๆ จากที่เคยถ่ายได้ทุกวัน อุจจาระก้อนเล็กลงเรื่อยๆ คลำเจอก้อนในช่องท้อง หรือมีภาวะซีด แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เพื่อให้แน่ใจว่าอาการท้องผูกนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบ ติ่งเนื้องอก หรือโรคมะเร็ง

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *