ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังวิ่ง อันตรายจริงหรือหลอก

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กับสาเหตุที่พบได้บ่อยและวิธีแก้ปวด

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันและเกิดได้กับทุกช่วงวัย สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวันมักมาจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักหรือต่อเนื่อง อย่างการทำงาน การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา โดยอาการปวดเมื่อยอาจเกิดขึ้นทันทีหลังทำกิจกรรมหรือเกิดขึ้นหลังทำกิจกรรมไปแล้ว 24-72 ชั่วโมง

หากทิ้งไว้ก็อาจเสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยเรื้อรังที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยทั่วไป อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมักหายเองได้ใน 1-5 วัน แต่บางครั้งอาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายตัวอยู่ไม่น้อย การดูแลตนเองในเบื้องต้นอาจช่วยบรรเทาปวดและลดความเสี่ยงของผลกระทบจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการปวดเมื่อย และวิธีแก้ปวด

ที่มาของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป ส่งผลให้กล้ามเนื้อล้าและบาดเจ็บ ซึ่งกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าว

  • การออกกำลังกาย

    อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่คนออกกำลังกายต้องพบเจอเป็นปกติ ยิ่งบางคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ใช้กล้ามเนื้อนานเกินไป เล่นกีฬาที่เคลื่อนไหวและใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำ ๆ ก็อาจมีอาการปวดเมื่อยรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายโดยไม่วอร์มอัพ คูลดาวน์ หรือออกกำลังกายผิดท่าอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

  • การทำงานและกิจกรรมอื่น ๆ

    การนั่งหรือยืนทำงานนาน ๆ  การทำงานหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันก็สามารถทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานสวน โดยเฉพาะคนทำงานที่นั่งทำงานผิดท่า อย่างนั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง นั่งเท้าคาง และนั่งยกไหล่

  • การบาดเจ็บ

    อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ อักเสบ หรือฉีกขาดได้ และบางครั้งอาจทำให้เกิดรอยฟกช้ำร่วมด้วย อุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน ทั้งการหกล้ม การกระแทกกับสิ่งของต่าง ๆ หรือการยกของหนัก

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังวิ่ง อันตรายจริงหรือหลอก
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังวิ่ง อันตรายจริงหรือหลอก

นอกจากสาเหตุทั่วไปเหล่านี้แล้ว ปัญหาสุขภาพบางอย่างก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

รับมือกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อด้วยตนเอง

การรักษาและบรรเทาปวดเมื่อยด้วยตนเองในเบื้องต้นทำได้ไม่ยาก โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ดังนี้

วิธีแก้ปวดเมื่อยโดยไม่ใช้ยา

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถทำได้เองโดยยึดหลัก R.I.C.E. ได้แก่

  • R: Rest  อาจช่วยให้อาการปวดเมื่อยหายได้ไวขึ้น ในทางกลับกัน หรือการพักกล้ามเนื้อจากการใช้งาน  หากฝืนใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักต่อไปอาจทำให้อาการปวดบวมรุนแรงขึ้น กล้ามเนื้อฉีกขาด และเกิดรอยฟกช้ำได้
  • I: Ice หรือน้ำแข็ง ในที่นี้หมายถึงการประคบเย็น เพราะความเย็นจะลดการไหลเวียนเลือดบริเวณกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บและอักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดบวม การประคบเย็นทำได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดประคบบริเวณที่ปวด 15–20 นาที/ครั้ง ทุก 2–3 ชั่วโมง หากไม่มีสามารถใช้ผ้าห่อถุงน้ำแข็งหรือใช้ขวดน้ำเย็นประคบแทนได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บได้
  • C: Compression หมายถึงการใช้ผ้ารัดกล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นพันบริเวณที่ปวด เพื่อลดการไหลเวียนเลือดที่เป็นสาเหตุของอาการปวดบวม โดยควรรัดกล้ามเนื้อให้กระชับพอดี ไม่แน่นจนเกินไป โดยเฉพาะการรัดกล้ามเนื้อในช่วงนอนหลับ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานานจนทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดและเป็นอันตราย นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผ้ารัดกล้ามเนื้อรูปแบบที่เป็นปลอกสวม ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ได้ตามตำแหน่งที่ต้องการรัดได้ทันที
  • E: Elevation คือ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและค่อนข้างปลอดภัย ufabet24 การยกอวัยวะส่วนที่ปวดบวมให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดการไหลเวียนเลือดโดยอาจใช้หมอนหนุนแขนหรือขาที่ปวดขณะนอน หรือใช้อวัยวะนั้น ๆ พาดไว้บริเวณที่สูงกว่าเพื่อลดการไหลเวียนเลือดและช่วยลดอาการปวดบวมได้

การนวดบริเวณที่ปวดเมื่อยเบา ๆ นอกจากวิธีเหล่านี้แล้ว หากสาเหตุของอาการปวดเมื่อยมาจากกล้ามเนื้อตึงตัว อาจช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อได้ แต่ควรนวดอย่างระมัดระวัง ไม่ออกแรงมากจนรู้สึกเจ็บ หรือนวดติดต่อกันนาน เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ

บรรเทาอาการปวดเมื่อยด้วยยาทาแก้ปวด

โดยให้ใช้ยาทาแก้ปวดมาทา ถู หรือนวดเบา ๆ  ยาทาแก้ปวดสำหรับทาเฉพาะจุดเป็นตัวช่วยที่อาจบรรเทาอาการปวดและอักเสบของกล้ามเนื้อได้อย่างตรงจุด  บริเวณที่ปวดเมื่อย 3–4 ครั้ง/วัน หากเป็นแบบเปรย์ให้ฉีดห่างจากบริเวณที่ปวดเล็กน้อย โดยหลีกเลี่ยงการทาหรือฉีดสเปรย์บริเวณใบหน้า ผิวหนังที่มีบาดแผลและระคายเคืองเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และควรล้างมือทุกครั้งหลังทายาแก้ปวด สำหรับเด็กหรือคนท้อง คนที่เป็นโรคผิวหนัง มีผิวแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ยาทาแก้ปวดควรเลือกให้เหมาะสมกับอาการปวดเมื่อยและดูส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกใช้ยาทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ได้แก่

  • สารบรรเทาปวด
    สารบรรเทาปวดที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบ สารบรรเทาปวดในยาทาแก้ปวดแบ่งออกได้หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีกลไกบรรเทาอาการปวดแตกต่างกันไป อย่างเมทิลซาลิไซเลต (Methyl Salicylate) และไดเอ็ทธิลเอมีนซาลิไซเลต (Diethylamine Salicylate) ตัวยาเหล่านี้จะซึมผ่านผิวหนังและออกฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในกล้ามเนื้อ และช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณดังกล่าวนอกจากนี้ สารบรรเทาปวดอีกชนิด คือ เมนทอล (Menthol) และการบูรที่ช่วยปรับผิวหนังให้รู้สึกเย็น โดยตัวยาจะไปการกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ทำให้ลดอาการปวดได้ฉับพลัน โดยสามารถใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแบบไม่รุนแรงระหว่างออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เช่น อาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก กล้ามเนื้อยึด และอาการปวดอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอักเสบของกล้ามเนื้อ อีกทั้งยาทาแก้ปวดที่มีสารเหล่านี้อาจใช้แทนการประคบเย็นได้ชั่วคราว จึงเหมาะกับคนที่ออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมข้างนอกบ้านเป็นประจำ
  • รูปแบบผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวด

    ยาทาแก้ปวดจะมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความต้องการ คนที่ต้องการสัมผัสที่บางเบาอาจจะเลือกใช้ยาทาเนื้อเจล หากต้องการนวดเพื่อผ่อนคลายและบรรเทาปวดอาจใช้ยาทาเนื้อครีม หรือยารูปแบบสเปรย์ที่ใช้บรรเทาอาการปวดฉับพลันหรือต้องความสะดวกเพราะใช้งานโดยไม่ต้องใช้มือทาและนวด อย่างไรก็ตาม ควรต้องดูสารออกฤทธิ์หลักในยาทาแก้ปวดประกอบด้วย เพื่อเลือกตัวยาให้เหมาะสมกับอาการปวดเมื่อยกล้ามที่เป็นอยู่

    นอกจากนี้ ควรเลือกยาทาแก้ปวดที่มีคุณสมบัติหลากหลาย เช่น ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็นที่พอดี ไม่ทำให้รู้สึกแสบร้อนจนเกินไป ซึมซาบเร็วเพื่อลดความเหนอะหนะไม่สบายผิว และเลือกยาทาแก้ปวดที่มีกลิ่นหอม โดยบางยี่ห้อจะมีส่วนประกอบของยูจีนอล (Eugenol) ที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายและไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนรอบข้าง เป็นต้น

ฟกช้ำจากแรงกระแทก หรือมีอาการปวดอักเสบกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก ฯลฯ เป็นยาทาที่ใช้สำหรับภายนอก ใช้ทาในบริเวณที่ปวดเพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง

          สำหรับอาการปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไป การออกกำลังกาย หรือจากอุบัติเหตุ ดังนั้นเมื่อเกิดอาการปวดขึ้นมาแล้ว หลายคนก็เลือกที่จะบรรเทาอาการปวดนั้นลง ด้วยยาทาบรรเทาอาการปวดสูตรต่าง ๆ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าทำไมยาทาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อต้องมีทั้ง “สูตรร้อน” และ “สูตรเย็น” และทั้งสองสูตรนี้แตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้สูตรไหน และควรใช้เมื่อไหร่

  • สูตรเย็นและสูตรร้อน

    การถูกกระแทกจากการเล่นกีฬาที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวดสูตรเย็นใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลงจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการหกล้ม ส่วนผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวดสูตรร้อนใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังบาดเจ็บ 72 ชั่วโมง โดยอาจสังเกตรอยช้ำที่กลายเป็นสีเขียวหรือสีม่วง อีกทั้งยาทาแก้ปวดสูตรร้อนยังสามารถใช้บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง อย่างปวดหลังหรือปวดเมื่อยตามส่วนอื่น ๆ ได้ด้วย

    สูตรร้อนใช้เมื่อ
    จากการพิจารณาเบื้องต้นเหมาะกับอาการปวดแบบไม่กระทันหัน มีอาการมานานหรือเรื้อรัง แบบเป็น ๆ หาย ๆ ปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ หรือเมื่อมีอาการมาแล้วมากกว่า 48 ชั่วโมง ควรเลือกใช้ยาทาบรรเทาอาการปวด สูตรร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อได้

    สูตรเย็นใช้เมื่อ
    จากการพิจารณาเบื้องต้นเหมาะกับอาการปวดที่เกิดจากการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน มีอาการปวด บวม หรือทันทีที่เริ่มมีอาการปวดและไม่เกิน 48 ชั่วโมง ควรเลือกใช้ยาทาบรรเทาอาการปวดอักเสบ สูตรเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้
    ในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก การใช้ยาทาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ไม่ควรถูหรือนวดมากเกินไป เพราะอาจทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ทายา และต้องไม่ใช้ยาทาบรรเทาอาการปวด เพราะจะทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้การเลือกใช้ยาทาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์เท่านั้น เพราะแต่ละยี่ห้อก็มีส่วนผสมตัวยาที่แตกต่างกัน และหากอาการปวดไม่บรรเทาลงภายใน 2 สัปดาห์หลังการใช้ยาบรรเทาอาการปวด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ

นอกจากยาทาแก้ปวดแล้ว ยารับประทานก็สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มักเป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์หรือยาเอ็นเสด (NSAID) แต่เนื่องจากเป็นยารับประทานและออกฤทธิ์ทั่วทั้งร่างกาย ยาทาจึงอาจใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ตรงจุดมากกว่า หากต้องการใช้ยารับประทานควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้เพื่อความปลอดภัย

วอร์มอัพและคูลดาวน์เสมอ แบ่งวันออกกำลังกายและวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู  เพื่อลดความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมมากจนเกินไป  หากเป็นคนทำงานที่ต้องนั่ง ยืน หรือเคลื่อนไหวท่าเดิมซ้ำ ๆ ควรพักการทำงานทุกชั่วโมง ยืดเส้นยืดสายเป็นประจำเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกท่านั่งและยืนที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อย

ดังนั้น หากมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังและรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากการรักษาด้วยตนเอง อาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรือพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไม่มีแรง เคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด เกิดอาการบวมแดง และเป็นไข้ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง สุดท้ายนี้ แม้ว่าอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นอาการทั่วไปที่พบได้ แต่บางครั้งอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก็อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บรุนแรงหรือเป็นสัญญาณของโรคบางอย่างได้

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *