พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มใหม่ ‘เรื่อง ทองแดง’


คุณทองแดง

พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มใหม่ ‘เรื่อง ทองแดง‘ วางจำหน่ายวันนี้ เนื้อหาทรงเปิดเผยถึงเรื่องราวต่างๆของสุนัขตัวโปรด ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะความกตัญญูรู้คุณ ความจงรักภักดี ความอ่อนน้อมถ่อมตน รวมทั้งที่มาตั้งแต่สมัยยังเป็นลูกสุนัขจรจัดอยู่ข้างถนน แล้วจากวังทองหลางมาเข้าวังสวนจิตรลดาฯ พร้อมกับภาพประกอบสี่สีตลอดทั้งเล่ม ในราคา 299 บาท
หนังสือพระราชนิพนธ์เล่มใหม่”เรื่องทองแดง” มีกำหนดวางจำหน่ายในวันอังคารที่26พ.ย.นี้  ดูหนังไทย ท่ามกลางความสนใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าที่ต้องการชื่นชมในพระปรีชาทางด้านพระอักษร และรับทราบถึงเรื่องราวต่างๆของคุณทองแดง สุนัขตัวโปรดของพระองค์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ในบทพระราชปรารภ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล หัวหิน ว่า ทองแดงเป็นสุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันนับว่ากว้างขวาง มีผู้เขียนเรื่องทองแดงก็หลายเรื่อง แต่น่าเสียดายว่าเรื่องที่เล่า มักมีความคลาดเคลื่อนจากความจริง และขาดข้อมูลสำคัญบางประการ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณของทองแดงที่มีต่อ”แม่มะลิ” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องว่า “ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย”
ทองแดงเป็นสุนัขที่มีสัมมาคารวะ และมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัว รู้จักที่ต่ำที่สูง เวลาเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะนั่งต่ำกว่าเสมอ แม้จะทรงดึงตัวขึ้นมากอด ทองแดงก็จะทรุดตัวลงหมอบกับพื้น และทำหูลู่อย่างนอบน้อม คล้ายๆกับแสดงว่า”ไม่อาจเอื้อม”
คุณสมบัติของทองแดงดังที่กล่าวนี้ น่าจะมาจากนิสัยของแม่แดง ซึ่งแม้จะเป็นสุนัขเร่ร่อนต่ำต้อยจนถูกเจ้าหน้าที่กทม.จับไปรอวันตายที่ทุ่งสีกัน เมื่อโชคดีได้รับอุปการะอยู่ในบ้านก็ได้วางตัวเหมาะสมอย่างมหัศจรรย์ โดยเฉพาะในด้านเคารพสุนัขอาวุโส ที่แม้จะเคยรังแก แม่แดงก็ไม่เคยโต้ตอบหรือเคียดแค้น ทุกครั้งที่พบก็จะวิ่งเข้าไปหมอบคารวะผู้ใหญ่เช่นเดิม
เรื่อง สุนัขสามตัวนี้ คือ แดง มะลิ และทองแดง แสดงว่าสุนัขจรจัดมีคุณสมบัติที่น่าปรารถนาสำหรับเป็นสุนัขเลี้ยงในบ้าน สุนัขจรจัดที่มีผู้เมตตารับเลี้ยงส่วนมากมักจะเจียมเนื้อเจียมตัว และมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเจ้าของเป็นพิเศษเสมือนสำนึกในบุญคุณ ทั้งยังฉลาดไม่แพ้สุนัขนอก บางตัวก็สวยงาม หรือมีความโดดเด่นสง่างาม เช่น ทองแดง เป็นต้น
ในประเทศไทยมีหลายแสนตัวที่จะเลือกได้ ความจริงมีล้นเหลือ แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่ทางราชการจะช่วย ก็จะมีผู้ที่ยินดีอย่างยิ่งในการเปิดบ้านต้อนรับสุนัขเหล่านี้ จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาสุนัขเร่ร่อนซึ่งเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยงหรูหราราคาแพง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งหันมาพัฒนาสายพันธุ์สุนัขไทยที่ฉลาดน่ารักและซื่อสัตย์ ที่มีอยู่มากมาย

จากนั้นในหน้า13ของหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของซอยศูนย์แพทย์พัฒนา ที่เกิดของ”ทองแดง” มีใจความว่า เมื่อวันที่29กันยายน2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจิมศิลาฤกษ์ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา และทอดพระเนตรแปลงผักบริเวณใต้ทางด่วนรามอินทรา ซึ่งปัจจุบันคือ ร้านโกลเด้นเพลซ พระรามเก้า เขตวังทองหลาง
ในการเตรียมรับเสด็จครั้งนั้น เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครได้มาจัดการทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยในบริเวณที่จะเสด็จพระราชดำเนินผ่าน
ในบริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาและหมู่บ้านข้างคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนามีสุนัขจรจัดอยู่หลายตัว แต่ที่ชาวบ้านเลี้ยงดูให้อาหารเป็นประจำมีอยู่4ตัว ซึ่งมีชื่อเรียกกันตามสีและลักษณะของสุนัข คือ “ดำใหญ่”(สุนัขเจ้าถิ่นจอมเจ้าชู้ซึ่งต่อมานำไปทำหมัน) “ดำเล็ก”(หายไปเพราะถูกดำใหญ่รังแก) “เป๋”(สุนัขพิการ) และ”ด่าง”(สีขาวด่างน้ำตาล)
เมื่อเจ้าหน้าที่กทม.มาเตรียมงานก็ได้จับสุนัขทั้ง4ตัวไปด้วย ชาวบ้านที่เคยให้อาหารสุนัขเป็นประจำก็โวยวายขึ้น เพราะมีความผูกพันกับสุนัขเหล่านี้ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้แพทย์ที่คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาติดต่อกทม.ให้นำสุนัขมาคืน สร้างความสับสนและความไม่พอใจให้กับพนักงานฯที่มาจับสุนัขไป เพราะคนหนึ่งสั่งให้จับไป อีกคนหนึ่งให้นำมาคืน ทั้งๆที่สุนัขเดินทางไปถึงทุ่งสีกันแล้ว แต่เมื่อมีวิทยุให้นำมาคืน จึงนำมาคืนโดยแถมมาให้อีก2ตัว ไม่มีผู้ใดทราบว่าสุนัข2ตัวนี้มาจากไหน ดังนั้นสุนัขทั้งหมดจึงได้กลับ”บ้าน”ที่เคยอาศัยอยู่ ในวันที่เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเจิมศิลาฤกษ์อาคารคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทอดพระเนตรเห็น”ดำใหญ่”วิ่งอยู่ข้างๆทางเสด็จพระราชดำเนิน ดำใหญ่ต้องไปทำหมันเพราะบังอาจลอบไปจีบสาวโกลเด้นรีทรีเว่อร์ออกมาเป็นสีดำทั้งหมด15ตัว(9+6) กลายเป็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์”ตระกูลดำใหญ่” ยังความหงุดหงิดให้แก่เจ้าของบ้านยิ่งนัก

พระราชนิพนธ์ตอนต่อมาคือเรื่อง “แดง”แม่ของ”ทองแดง” มีเนื้อหาว่า สุนัขใหม่2ตัวที่เพิ่มขึ้นมานี้ ตัวหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า”แดง” เพราะมีสีน้ำตาลแดง เมื่อถูกปล่อยก็หนีเข้าไปในซอยหมู่บ้านข้างคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาและไม่ยอมออกไปจากซอยนั้นอีกเลย ส่วนอีกตัวหนึ่งมาอาศัยอยู่ในบริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาได้2-3วันก็หายไป คิดว่า คงถูกสุนัขเจ้าถิ่นที่อาศัยอยู่ก่อนไล่ไป เมื่อมี”แดง”มาเพิ่ม ชาวบ้านในซอยก็เลี้ยงดูให้อาหาร เช่นเดียวกับตัวอื่น
เมื่อมาอยู่ใหม่ๆ”แดง”เป็นสุนัขขี้กลัว ผอมมีแต่กระดูก และเป็นขี้เรื้อน ต่อมาไม่นานชาวบ้านที่เลี้ยงอาหารก็เห็นว่า”แดง”อ้วนขึ้นผิดสังเกต จึงรู้ว่าเป็นสุนัขท้อง และในวันที่7พฤศจิกายน2541 เวลาประมาณเที่ยงคืน”แดง”คลอดลูกออกมา7ตัว เป็นตัวผู้1ตัว และตัวเมีย7ตัว ซึ่งต่อมาได้รับชื่อดังนี้คือ ทองแดง คาลัว หนุน ทองเหลือง(ตัวผู้ตัวเดียว) ละมุน โกโร โกโส คนงานในซอยหมู่บ้านที่กำลังก่อสร้างได้นำกล่องกระดาษใบใหญ่มาทำเป็นบ้านให้ชาวบ้านช่วยเลี้ยงดู เอากระดาษหนังสือพิมพ์และผ้าเช็ดตัวมาปูให้ รวมทั้งป้อนนมให้ลูกสุนัข เพราะ”แดง”ไม่มีนมเลี้ยงลูกได้พอ

ในหน้า19ทรงพระราชนิพนธ์ถึง”ทองแดง”ตอนจากวังทองหลางสู่วังสวนจิตรฯ โดยมีภาพประกอบสี่สีรูปทองแดงตอนเล็กๆ มีเนื้อหาว่า ทองแดง มีลักษณะต่างจากพี่น้อง คือมีลักษณะเด่นที่ทำให้ทองแดงได้เข้าเฝ้าฯถวายตัว คือมีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น ถุงเท้าขาวทั้ง4ขา หางม้วน ที่สำคัญที่สุด คือ จมูกแด่น และหางดอกสีขาว เช่นเดียวกับ”ทองดำ” สุนัขหลวงซึ่งเกิดเมื่อวันที่8พฤศจิกายน2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงรับลูกสุนัขตัวน้อยนี้ไว้ เพื่อเป็น”แฟน”ทองดำ และพระราชทานชื่อสุนัขว่า”ทองแดง” เพราะมีสีน้ำตาล และเพื่อให้สอดคล้องกับ”ทองดำ”ซึ่งมีสีดำ “ทองแดง”ได้เข้าสวนจิตรฯถวายตัวเมื่อวันที่13ธันวาคม2541 เมื่อมีอายุเพียง5อาทิตย์ และกลายเป็น”คุณทองแดง” อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทองแดงจะเป็นคู่หมายของทองดำตั้งแต่ก่อนเข้าวัง แต่ในที่สุดคู่ที่แท้จริงของทองแดง ก็คือ”ทองแท้” หนุ่ม”บาเซนจิ” และมีลูกด้วยกัน9ตัว เมื่อวันที่26กันยายน2543 ทั้งนี้เพราะว่าทองแดงมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์บาเซนจิ”
โดยที่ยังเด็กมากเมื่อมาอยู่ที่สวนจิตรฯ ทองแดงจึงต้องอาศัยกินนม”แม่มะลิ”หมาเทศ(ภริยาของ”สุดหล่อ”สุนัขดัลเมเชี่ยน) แม่ของ”ทองดำ” และพี่น้องทั้ง9ตัว ซึ่งเพิ่งเกิด วันที่8พฤศจิกายน2541 หลังทองแดง1วัน ส่วนพี่น้องของทองแดง ชาวบ้านก็ช่วยกันรับมาเลี้ยงดูในบ้าน “แดง”จึงได้เข้ามาอยู่ในบ้านพร้อมกับลูกอีก2ตัว และน้องอีกตัวหนึ่งก็ได้อยู่บ้านหลังตรงกันข้าม อีกสองตัวมีผู้มาขอไปเลี้ยงเช่นกัน ส่วนสุนัขที่เป็นตัวผู้ตัวเดียว ได้รับพระราชทานชื่อว่าทองเหลือง โชคดีได้อยู่บ้านที่เจ้าของเป็นข้าราชบริพาร ดังนั้น”แดง”และลูกๆทั้งหมดจึงเปลี่ยนสภาพจาก”หมาเทศ”(เทศบาล) มาเป็น”หมาบ้าน”เต็มตัว
วันที่ทองแดงมาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทองแดงร้องไห้ตลอดทางที่มาจากวังทองหลาง อาจเป็นเพราะคิดถึงแม่ หรือว้าเหว่เพราะยังเด็กมาก แม้ผู้นำมาจะได้ป้อนนมและขนมก็ไม่หยุดร้อง แม้อุ้มไว้บนตักหรืออุ้มเดินไปมา ทองแดงก็ยังไม่หยุดร้อง แต่น่าประหลาดที่เมื่อถวายตัวแล้ว ทองแดงก็หยุดร้อง แล้วคลานเข้ามาซุกที่พระเพลาเหมือนจะฝากชีวิตไว้กับพระองค์ และหลับสนิทอย่างหมดกังวล คลายความหวาดกลัวและความว้าเหว่ทั้งหมด

บทพระราชนิพนธ์ตอนต่อมาทรงบรรยายถึงลักษณะของ”ทองแดง”ว่า จากลักษณะของทองแดง คือมีหางที่ม้วนหนึ่งรอบครึ่ง ประกอบกับมีหางดอกสีขาว และมีรูปร่างเพรียวและสง่างาม คล้ายกับสุนัขพันธุ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงระลึกว่าเคยทอดพระเนตรเห็นในหนังสือเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์ต่างๆ เมื่อทรงค้นในหนังสือเล่มนั้นก็ปรากฏว่า ทองแดง มีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์”บาเซนจิ” ทำให้สนพระทัยยิ่งขึ้น และทรงค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบาเซนจิ เพราะเป็นสุนัขที่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเมืองไทย ทรงหาหนังสือเกี่ยวกับบาเซนจิหลายเล่ม รวมทั้งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพื่อศึกษาเกี่ยวกับประวัติของบาเซนจิ และทรงพบว่า ปัจจุบันถือว่า”บาเซนจิ” เป็นสุนัขพันธุ์โบราณ มีถิ่นกำเนิดบริเวณแอฟริกากลาง เดิมอยู่ประเทศคองโก ใช้งานในการล่าสัตว์ โดยมีหน้าที่ชี้ตำแหน่งสัตว์ เก็บสัตว์ที่ถูกยิงแล้ว และไล่ต้อนสัตว์ให้ไปติดตาข่าย

และมีรูปสลักภายใน”พีระมิด ซาการ่า” ที่ประเทศอียิปต์มาประมาณสี่พันปีแล้ว แสดงรูปสุนัขกัดแอนติโลปตัวย่อมๆ และมีรูปหินสลักฟาโรห์ เรนู และราชินี เดเด็ต(Pharaoh Renu and Queen Dedet) ใต้ที่ประทับของฟาโรห์ มีสุนัขพันธุ์บาเซนจิหมอบอยู่ น่าแปลกที่เมื่อทองแดงยังตัวเล็กอยู่ เวลามาเฝ้าฯจะหมอบอยู่ใต้ที่ประทับแบบนี้เสมอ
ทรงค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของ บาเซนจิ อย่างถี่ถ้วนจนนับว่าทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ บาเซนจิ มากที่สุดในประเทศไทย ทรงเข้าพระทัยจิตวิทยาของ บาเซนจิ ว่าควรจะดูแลอย่างไร เพราะถ้าไม่เข้าใจนิสัยใจคอแล้ว จะรู้สึกว่าบาเซนจิเป็นสุนัขดื้อ จะต้องใช้ความละมุนละม่อม จึงทรงสอนและแสดงให้พี่เลี้ยงและครูฝึกที่ดูแลสุนัขที่มีเชื้อสายพันธุ์บาเซนจิว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร เช่น เมื่อเริ่มการฝึกครั้งแรกๆ ทองแดงจะตื่นกลัวเมื่อใช้สายโซ่ฝึก จนครูฝึกคิดว่าจะฝึกทองแดงไม่ได้แล้ว แต่เมื่อใช้ความละมุนละม่อมก็สามารถฝึกทองแดงได้อย่างง่ายดาย และทำได้ดีด้วย และอยู่ในระเบียบวินัยที่ดีกว่าสุนัขที่ฝึกมาแล้วหลายตัว เมื่อครูฝึกจูงสุนัขมาตั้งแถวคอยรับเสด็จฯ ซึ่งมักจะมีจำนวนห้าตัวขึ้นไป เมื่อใกล้เวลาเสด็จฯ ทองแดงจะนั่งตรง ตาจ้องตรงไปยังจุดที่จะเสด็จลง ไม่วอกแวก ขณะที่สุนัขบางตัวลงนอนบ้าง หันซ้ายหันขวาบ้าง
ดังที่ทราบกันว่าลักษณะเด่นของสุนัขพันธุ์บาเซนจิคือ”ไม่เห่า” และ”ไม่มีกลิ่นตัว” ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ มีท่วงทีสง่างาม ราวกับม้าพันธุ์ดี ทองแดงก็มีลักษณะเช่นนั้น คือวิ่งสวย หลังตรง ท่าสง่า ไม่ว่าจะวิ่งแบบ”เหยาะๆ” หรือวิ่งแบบ”ควบ”ก็ตาม เวลายืนทองแดงก็วางท่าสง่างามเช่นเดียวกัน เมื่อประทับอยู่ที่เขื่อนริมทะเลหน้าพระตำหนักที่วังไกลกังวล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะถ่ายรูปทองแดง จะรับสั่งว่า”ทองแดง ขึ้นไปยืนนิ่งบนเขื่อนแล้วทำท่าโก้หน่อยจะถ่ายรูป” ทองแดงจะขึ้นไปยืนนิ่งบนเขื่อนให้ทรงถ่ายรูปโดยดี ส่วนที่กรุงเทพฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงทรงพระดำเนินออกกำลังพระวรกายรอบสระ หน้าพระตำหนักสวนจิตรฯ ทองแดงก็มีหน้าที่นำเสด็จฯ หลังจากนั้นก็เสด็จฯ ไปทรงพักผ่อนที่สนาม และมีโอกาสทรงถ่ายรูปทองแดงในอิริยาบถต่างๆ ดังนั้นจึงมีรูปที่ทองแดงวาง”ท่าโก้”หลายรูป

ในหน้าที่35ของบทพระราชนิพนธ์ทรงเล่าถึงความฉลาดของ”ทองแดง” ว่าเป็นสุนัขที่ฉลาด และ”รู้ภาษา” ไม่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะรับสั่งกับทองแดงอย่างไร ทองแดงก็รู้เรื่องและทำตาม แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะรับสั่งค่อยๆ เช่นเมื่อทองแดงไปคาบกระดูกไก่ที่อีกามาทิ้งอยู่ในพุ่มไม้บริเวณสวนที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานมาเคี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะรับสั่งว่า “ไม่ดี ทองแดง” ทองแดงก็จะคายกระดูกทันที และวิ่งตามเสด็จต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงความฉลาดและแสนรู้ของทองแดงคือ เมื่อตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไป”ทะเลน้อย” ที่วังไกลกังวล หัวหิน ซึ่งมีฝูงปลาหลายชนิด

แต่ที่มีมากที่สุดคือปลาดุกรัสเซีย เมื่อมีผู้โยนขนมปังให้ก็จะกระโดดแย่งกันกิน ดีดน้ำกระจายโผงผางซึ่งทองแดงสนใจมากและมักยืนจ้องดูนานๆอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัวคือหางตกเล็กน้อย และสะดุ้งเวลาปลากระโดด เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปด้านทะเลน้อยจะรับสั่งว่า”ทองแดงไปดูปลาดุกกัน” ทองแดงก็จะวิ่งนำไปในทิศที่เลี้ยงปลาดุก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า”ทองแดงวันนี้ไม่ไปดูปลาดุก” ทองแดงซึ่งวิ่งนำไปแล้ว หันกลับมา ถอนใจ แล้ววิ่งกลับมาเฝ้าฯโดยดี

ทองแดงเป็นสุนัขฉลาดและเรียนรู้เร็ว เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้ทองแดงลงนอนหงาย จะรับสั่งว่า “ทองแดง แอ้งแม้ง” ทองแดงก็จะลงนอนหงายท้องตามรับสั่ง วันหนึ่งทองแดงเกิดคันและเกาหลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรดังนั้น จึงทรงหยิบกระป๋องแป้งเด็กมาชูให้ทองแดงดู และรับสั่งว่า”ทองแดง แอ้งแม้ง จะทาแป้งให้”

ทองแดงก็ลงนอนหงายให้ทรงทาแป้งโดยดี การทาแป้งนี้ทองแดงชอบมาก เมื่อทรงทาแป้งให้ทั่วแล้ว ทองแดงลุกขึ้น เดินสองสามก้าวก็เกาอีก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งว่า”ทองแดง ทาแป้งแล้ว ไม่คันแล้ว” ทองแดงก็เชื่อและหยุดเกาจริงๆ หลังจากนั้นเมื่อเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหยิบกระป๋องแป้งขึ้นมาทองแดงก็จะลงนอน “แอ้งแม้ง” ทันที เพื่อให้ทรงทาแป้งให้ จนบางครั้ง เมื่อทองแดงกลับจากเข้าเฝ้าฯก็จะถูกพยาบาลแซวว่า “แหม! ทองแดง พุงขาวเชียวนะ”

เกี่ยวกับความจงรักภักดีนั้น ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ที่หน้า47 พร้อมกับภาพประกอบสี่สีที่ทรงฉายคู่กับทองแดงในอิริยาบถต่างๆ ณ วังไกลกังวล มีเนื้อหาว่า ทองแดงมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่เข้าเฝ้าฯ ทองแดงจะหมอบในท่าประจำ คือไขว้มือ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขยับพระองค์ หรือแม้แต่ทรงกระแอม ทองแดงจะเงยหน้าขึ้นมองอย่างระวังระไว เมื่อมีผู้มาเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทองแดงจะหมอบเฝ้าฯอยู่ที่พระบาท ไม่วิ่งไปไหน และจะหมอบขวางอยู่ตรงกลางระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้มาเฝ้าฯ ถ้าเฝ้าฯ อยู่นาน

ทองแดงจะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ และผู้มาเฝ้าฯ พร้อมกับถอนหายใจยาว แต่ไม่ลุกไปไหน
ทองแดงมีความจงรักภักดีและผูกพันต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่ง ปกติเมื่อเสด็จพระราชดำเนินจากหัวหินมาประทับ ณ สวนจิตรลดาฯ หรือจากสวนจิตรลดาฯ ไปหัวหิน เพื่อทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ จะมีการผลัดเวรสุนัขที่จะตามเสด็จฯ มีครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงงานที่สวนจิตรฯ นานไปหน่อย และทองแดงไม่ได้ตามเสด็จฯ ระหว่างนั้นทองแดงก็ป่วย น้ำหนักลดมาก จนต้องส่งเข้าโรงพยาบาล นายสัตวแพทย์ผู้ดูแลตรวจร่างกายทองแดงอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีโรคอะไร คุณหมอจึงสรุปว่า ทองแดงเป็นโรค “เครียด” เหตุที่ “คิดถึง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณหมอบอกว่าทองแดงเป็นสุนัขเงียบ ไม่ค่อยแสดงออก ดังนั้นความเครียดจึงมีผลมากต่อร่างกาย จากนั้นมาทองแดงจึงได้ตามเสด็จฯเสมอ

ตอนสำคัญอีกตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์เล่มนี้ก็คือ ความกตัญญูรู้คุณของทองแดง ซึ่งเมื่อมาใหม่ๆทองแดงอายุเพียง5อาทิตย์ จึงต้องอาศัยนม “แม่มะลิ” ซึ่งเป็น “หมาเทศ” ทองแดงไม่เคยลืมคุณ “แม่มะลิ” ตอนแรกทองแดงไม่เคยอยู่ห่าง “แม่มะลิ” คอยติดตามแม่นมตลอดเวลาแม้เลิกกินนมแม่แล้ว แม้ลูกสุนัขอื่นจะออกไปวิ่งเล่นกัน ทองแดงมักจะอยู่คลอเคลียอยู่กับแม่มะลิ เลียหน้าเลียตาประจบประแจง บางทีแม่มะลิสอนให้ทองแดงไปคาบกิ่งไม้(เมื่ออายุสามเดือน) ต่อมาเมื่อแยกกันอยู่ เมื่อมาพบกันทองแดงก็ยังแสดงความเคารพ “แม่มะลิ” ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย

ทองแดงเป็นสุนัขที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีสัมมาคารวะ ไม่เคยลามปามสุนัขตัวอื่นเช่นลูกๆ ของทองแดง เมื่อเข้าเฝ้าฯ ก็จะแสดงความดีใจ โดยกระโดดขึ้นนั่งบนพระเพลาแล้วเลียพระพักตร์ ทองแดงไม่เคยทำเช่นนั้นเลย เวลาเฝ้าฯจะนั่งอยู่ต่ำกว่าเสมอ แม้จะทรงดึงตัวขึ้นมากอด ทองแดงก็จะหมอบลงกับพื้น และทำหูลู่อย่างนอบน้อม เจียมเนื้อเจียมตัว คล้ายๆกับแสดงว่า “ไม่อาจเอื้อม” เมื่อจะแสดงความจงรักภักดี ทองแดงจะเลียพระหัตถ์อย่างหนักหน่วงและเนิ่นนาน แบบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกว่า “เสียอย่างเป็นกิจการ” คือเอาจริงเอาจัง
ท่าหมอบเฝ้าฯ ประจำของทองแดงแบบประสานมือไว้ข้างหน้า เป็นที่คุ้นเคยดี สำหรับผู้ที่เคยพบเห็น มีข้าราชบริพารผู้หนึ่งกล่าวว่า ถ้าจะดูการหมอบเข้าเฝ้าฯ อย่างถูกต้อง ให้ดูทองแดง
การที่ทองแดงเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทำให้ทองแดงผยองหรือเบ่ง ตรงกันข้าม ทองแดงกลับมีสัมมาคารวะ ไม่คุกคามผู้ใด คนที่เคยเห็นทองแดงเมื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งแรกจะกลัวทองแดง เพราะหน้าตาดุ แต่แท้จริงแล้ว ทองแดงไม่ดุ นิสัยดี เป็นมิตรกับใครจะแสดงออกโดยการเลียมือ ดังนั้นเป็นที่เอ็นดูของผู้คนในวัง และผู้อื่นที่เคยได้พบ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *