เการักที่เกาหลี พจน์ อานนท์ ของค่าย พระนครฟิลม์


บรรยากาศ ชวนฝัน ที่เต็มไปด้วย หิมะของประเทศเกาหลี ยังติดตาตรึงใจกับผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง “เการักที่เกาหลี” ซึ่งกำกับฯโดย พจน์ อานนท์ ของค่าย พระนครฟิลม์ พร้อมให้สัมผัสในรูปแบบโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์แล้วเร็วๆนี้  ณ  เซ่เว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา

“เการักที่เกาหลี” เรื่องราว ความวุ่นวายและความสนุกเริ่มต้นขึ้นเมื่อ คะน้า (ฮารุ สตอรเบอรี่ชีสเค้ก) สาวน้อยผู้คลั่งไคล้ซีรี่ย์เกาหลีเกิดหลงรัก อาจู (โน อาจู)พระเอกเกาหลีในซีรี่ย์ ชักชวน มะระ (เกด ธัญญา) พี่สาวที่ฝันอยากศัลยกรรมหน้าใหม่ให้แบ๊วอย่างสาวเกาหลี ตะลุยเกาหลีหวังตามหารักแท้ ดูหนังออนไลน์ฟรี โดยหารู้ไม่ว่า ชาย (กาย รัชชานนท์) เพื่อนสนิทที่ตามไปเกาหลีด้วยนั้น แอบหลงรักเธออยู่ รวมถึง วอน (พอร์ช ศรัณย์) ที่ทำตัวเรียนแบบเกาหลีทุกอย่างเพื่อเอาใจคะน้า และมีความฝันจะได้เป็นนักร้องเกาหลี

ความ รักครั้งนี้สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตา มิตรภาพของคำว่าเพื่อน กับหัวใจที่มีให้เฉพาะคนที่รัก ก่อให้เกิดความทรงจำสีชมพูในเมืองสีขาวที่เต็มไปด้วยหิมะ ความรักจะสมหวังหรือไม่ ความฝัน จะเป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่ตามไขว่คว้าจะได้มาหรือไม่ เอาใจช่วยลุ้นพวกเขาและเธอได้ใน “เการักที่เกาหลี Sorry ซารังเฮโย” ที่วันนี้พร้อมเสริฟความสนุก โรแมนติก สุดฮาที่หน้าจอทีวีทุกบ้าน

เการักที่เกาหลี

คะน้า(ฮารุ)ได้รับตุ๊กตาที่อาจูศิลปินเกาหลีส่งมาให้แฟนคลับเลยจะไปเที่ยวเกาหลีเพื่อไปหาอาจู มะระพี่สาวของคะน้าบินไปทำศัลยกรรม คณะที่ไปมีแม่กับยายของคะน้า เซนเพื่อนเกย์ของคะน้า วอนที่พยายามเต้นท่าเกาหลีเพราะรู้ว่าคะน้าชอบ ชาย(กาย)น้องชายของเอลิซา(มดดำ)ที่เป็นไกด์ แล้วเรื่องก็วุ่นวายเมื่อคะน้ากับเซนแอบหนีไปกรุงโซลเพื่อตามหาอาจูโดยมีวอนตามไปด้วย

พอไปถึงบริษัทก็เจออาจูกำลังทะเลาะกับผู้จัดการเรื่องอยากพักผ่อนพอดี คะน้ามาเจออาจูบนรถไฟพอคะน้าเอาตุ๊กตาให้ดูอาจูก็พาเที่ยวๆๆๆๆจนกลับไปรวมกลุ่มไม่ทัน คืนนั้นเลยค้างด้วยกันที่บ้านอาจู วันต่อมาชายที่รู้ว่าคะน้าไปหาอาจูอาสาไปตามหา ชายรู้จักกับผู้จัดการอาจูเลยได้ที่อยู่ชายตามไปเจอคะน้าสวีตกับอาจู แล้วผู้จัดการก็บอกให้อาจูกลับไปทำงาน ก่อนกลับคะน้านัดเจออาจูอีกครั้งที่กังหันแต่ไม่เจออาจู ที่จริงอาจูก็ไปแต่อยากให้คะน้าตัดใจเพราะตัวเองรักใครไม่ได้ คะน้าเสียใจมากชายแบกคะน้าไปสนามบินขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย

พอถึงเมืองไทยคะน้าก็เศร้า วอนมาชวนไปดูประกวดเต้นที่มีอาจูมาเปิดคอนเสิร์ตด้วย วันประกวดวอนมัวแต่ขี่รถไปเอาตุ๊กตา(หมียักษ์)ที่คะน้าจะให้อาจูจนรถล้มแต่วอนก็เอามาทันจนได้ หลังคอนเสิร์ตคะน้ามาพบอาจู อาจูบอกตอนนี้รักใครไม่ได้แต่ยังเป็นเพื่อนกันแล้วก็ให้ตุ๊กตาสองตัวกับคะน้า แล้ววอนก็มา ชายก็มา อาจูรับตุ๊กตาหมีแล้วจากไป วอนก็เลือดออกจมูกล้มลง สรุปคะน้าก็ไม่ได้คู่ใครวอนได้มิตรภาพ ส่วนชายก็เป็นพี่ชายต่อไป ตอนจบครอบครัวเวจจีก็ไปญี่ปุ่นต่อโดยมีเอลิซาเป็นไกด์

หาก จะพูดถึงผู้กำกับไทยยุคใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ในการทำหนังถึงขั้นที่ว่า ต่อให้ลบเอาเครดิตทิ้งไปให้หมด เหลือแค่ตัวหนังเพียงอย่างเดียวแล้วคนดูสามารถบอกได้ทันทีว่า หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของใคร นอกจากอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลแล้ว ผู้กำกับอีกท่านหนึ่งที่น่าจะเข้าข่ายนี้ก็คือ พจน์ อานนท์

พูดตามตรง แล้ว ถ้าคุณคาดหวังบทภาพยนตร์ที่มีเหตุผล การแสดงที่เหมือนมนุษย์ปกติเขากระทำกัน การกำกับที่มีทิศทางไม่พาคนดูหลงไปหลงมา คุณก็น่าจะตกอยู่ในฝั่งชังมากกว่าฝั่งชอบหนังพจน์ อานนท์ แต่ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับหนังของเขา สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมต้องยอมรับก็คือ พจน์จริงใจในสิ่งที่เขาจะเล่าเสมอ และเสนอมันมันออกมาตรงๆ ทั้งจากปากตัวละครและจากเนื้อเรื่องของหนัง ไม่มีมากระมิดหระเมี้ยนหรือซ่อนสัญลักษณ์เชิงลึกอะไรทั้งสิ้น

ซึ่งหากเราพูดอย่างไม่สนใจถึงคำว่ามาตรฐานหนังดี เราก็อาจบอกได้เหมือนกันว่า พจน์เป็นผู้กำกับแนว Auteur (ผู้กำกับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนไม่ว่าจะทำหนังเรื่องไหนก็ออกมาเหมือน เดิม) จนสมควรที่จะมีการศึกษาถึงแนวทางในการทำหนังของเขาโดยนักวิชาการภาพยนตร์ใน อนาคตข้างหน้า เอกลักษณ์ของหนังเขาชัดจนทิ่มตาคนดูทุกเรื่องจนเรียกได้ว่าหนังของพจน์ก็จะ ยังคงเป็นสไตล์หนังของพจน์อยู่วันยังค่ำ ใครที่ไม่ถูกกับหนังพจน์ก็ยังจะต้องครวญเพลง “ชาตินี้ที่รัก เราคงรักกันไม่ได้” เวลาดูหนังพจน์กันต่อไปไม่ว่าเรื่องไหน

อาจ เป็นด้วยแนวทางการทำหนังของพจน์ ที่ออกมาในแนวเหนือจริง นั่นคือ ทั้งตัวละคร สถานการณ์ การตัดสินใจ แรงจูงใจทั้งหลายในเรื่องนั้น ไม่เหมือนสิ่งที่อยู่ใน ”โลกแห่งความเป็นจริง” แต่กลับเป็นชุดความจริงอันบิดเบี้ยวซึ่งอยู่ใน ”โลกของพจน์ อานนท์” เสียมากกว่า

นั่นทำให้เขาเข้าทางกับหนังที่มีสไตล์เหนือจริง ประเภทที่ดูแล้วต้องโยนตรรกะ เหตุผล และวิจารณญาณทิ้งไปถึงจะดูสนุก เช่น “หอแต๋วแตกแหกกระเจิง” หรือ “ตายโหง” ตอนผีม่านรูดที่เขากำกับ เป็นต้น แต่สไตล์ของเขากลับไม่เข้ากันเลยกับหนังที่ต้องการความสมจริง อย่างเช่น “เอ๋อเหรอ” หรือ “เพื่อนกูรักมึงว่ะ” ซึ่งเรื่องหลังด้วยความหลุดโลก ประดัดประเดิด และไร้ความสมจริงของบทภาพยนตร์ทั้งบุคลิกตัวละคร สถานการณ์ในเรื่อง แรงจูงใจ ทำให้เหตุการณ์ที่ควรจะตึงเครียดในเรื่องเกือบทุกซีนกลายเป็นความครื้นเครง ทั้งที่ผู้กำกับไม่ตั้งใจ – เรียกได้ว่า ทุกซีนอารมณ์ของหนังเรื่อง “เพื่อนกูรักมึงว่ะ” สามารถเรียกเสียงหัวเราะและความครึกครื้นในอารมณ์จากผมได้มากกว่าหนังที่ ตั้งใจให้ตลกอย่าง “โป๊ะแตก” หรือ “โยมผีพ่อ” เสียอีก

ด้วย เหตุที่หนังในโลกแห่งความจริงของพจน์ อานนท์ไม่เคยเวิร์คสำหรับผม นั่นทำให้ผมเกิดอาการตีตนไปก่อนเข้าโรง ว่า หนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง “เการักที่เกาหลี sorry ซารังเฮโย” (หนังที่สมควรได้รับรางวัลชื่อหนังสุดเหวอแห่งปี คู่กับ “ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่”, “หนูกันภัย ศึกมหายันต์ ยิงกันสนั่นจอ”และ “กวน มึน โฮ”) ซึ่งมีการดำเนินเรื่องอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงนั้น น่าจะไม่เวิร์คกับสไตล์การทำหนังของพจน์ แต่พอได้ดูหนังแล้ว ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม เพราะถ้าวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว นี่อาจจะเป็นหนังแฟนตาซีหลุดโลกในระดับที่ทำให้ ฉากบนโต๊ะอาหาร ในหนังลุงบุญมีระลึกชาติ แล้ว หรือฉากห้องหมุนใน Inception กลายเป็นฉากสมจริงไปเลย

มาว่ากันที่เนื้อเรื่องกันดีกว่า “เการักที่เกาหลี” เป็นเรื่องราวของครอบครัวบ้าเกาหลีมีอันจะกินครอบครัวหนึ่งซึ่งซื้อทัวร์ เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง โดยสมาชิกทัวร์ประกอบไปด้วยคะน้า (ฮารุ ยามากูชิ) หญิงสาวผู้เหมือนเป็นภาคขยายของตัวละครโอ๋เล็ก ในหนัง ”ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น” เธอคลั่งไคล้นักร้องเคป๊อบและพระเอกซีรีย์เกาหลีชื่อดังอย่างโนอาจู (โนอาจู – รับบทเป็นตัวเอง) จนอยากจะเอาของขวัญไปให้เขาถึงเกาหลี

ตอบแทนที่เขาเคยส่งตุ๊กตาหมีมาให้, วอน (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ชายหนุ่มผู้แอบหลงรักคะน้า เขาไปเกาหลีเพื่อไปตามหาความฝันของเขาที่จะได้เข้าไปเป็นนักร้องสังกัด JYP, มะระ (ธัญญา รัตนมาลากุล) พี่สาวของคะน้า เธอฝันอยากมีหน้าตาที่สวยงามหลังจากถูกกลุ่มผู้ชายที่นัดบอดกับเธอดูถูก เธอจึงไปเกาหลีเพื่อทำศัลยกรรม, ชาย (รัชชานนท์ สุขประกอบ) ชายหนุ่มผู้แอบหลงรักคะน้า (อีกคน!) เขาจึงตามไปกับคณะทัวร์นี้เพื่อดูแลเธอ โดยมีแม่, ยายและน้องชาย ผู้หลงใหลในซีรีย์เกาหลีจนอยากเห็นสถานที่ถ่ายทำจริงตามไปด้วย โดยทัวร์นี้อยู่ในการดูแลของเอลิซ่า (คชาภา ตันเจริญ) หัวหน้าคณะทัวร์

หนัง เรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยมายาคติที่คนไทยมีต่อประเทศเกาหลี ทั้งเรื่องเคป๊อป, ซีรีย์, ศัลยกรรม, วิวสวย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น หนังมีความประดักประเดิดมากมายทั้งตัวละครที่ดูล้นเกินทุกตัว (จนทำให้ตัวละครเอลิซ่าของคชาภาซึ่งเหมือนว่าเล่นเป็นตัวเองกลายเป็นตัวละคร ที่ดูมีสติที่สุดในเรื่องไปเลย) และเนื้อเรื่องที่เหมือนพายเรือวนไปวนมาในอ่าง ซึ่งสาเหตุนั้นไม่เหนือไปกว่าการคาดเดา เนื่องจากพจน์ อานนท์เคยให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการทำหนังของเขาไว้ว่า

เขาทำหนังโดยไม่มีบทล่วงหน้า แต่จะใช้วิธีออกไปดูโลเคชั่นแล้วไปเขียนบทเอาดาบหน้า ซึ่งวิธีนี้อาจจะได้ผลกับการทำหนังที่เน้นการ improvise และใช้เวลาการถ่ายทำยาวนานอย่างหนังของไมค์ ลีห์หรือหว่องการ์ไว ซึ่งตรงข้ามกับหนังของพจน์ที่ใช้เวลาถ่ายทำเร็ว และอาจจะบวกกับการถ่ายทำในต่างประเทศที่ค่อนข้างยุ่งยาก ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาไม่เป็นผ้าเนื้อเดียวกัน แต่กลับออกมาเป็นผ้าที่มีรอยปะชุนทั้งผืน ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครที่ซ้ำซ้อนกันบางตัว (ตัวละคร “ชาย” เป็นตัวละครที่มีหน้าที่ออกมายืนหน้าเศร้าๆ โดยแทบไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตใครทั้งสิ้น จนสามารถจับไปรวมบทกับตัวละคร “วอน” ได้) อีกทั้งการแก้ปัญหาแบบมักง่ายที่มีอยู่ทั้งเรื่อง

เช่น การที่ตัวละครพูดภาษาเกาหลีกับไทยโต้ตอบกันแล้วดันเข้าใจกันได้ การที่คะน้าพบเจอโนอาจูได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เดินไปหน้าบริษัท ตัวละครครอบครัวของคะน้าที่เที่ยวต่ออย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจทั้งที่ลูกสาว หายไปทั้งคน การที่ให้ตัวละครชายคนหนึ่งเกิดบังเอิญไปรู้จักกับผู้จัดการของโนอาจูเอา ดื้อๆ เลยตามทำให้ตามตัวคะน้าถูก อีกทั้งฉากที่คะน้าทำเสื้อของโนอาจูหล่นซะดื้อๆ ทั้งที่เมื่อฉากก่อนยังจะเป็นจะตายเพื่อจะเอาเสื้อกลับไปคืนโนอาจูเสียให้ ได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ชมต้องใช้ความพยายามพอสมควรถึงจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้ จนทำให้ผู้ชมหลายท่านที่เหนื่อยกับการพยายามอิน

ต้องเปลี่ยนสถานภาพตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ยินดียินร้ายกับสถานการณ์ในหนังแล้วเพลิดเพลินไปกับความแปลกประหลาดของ เรื่องไปเลยซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้) ถ้าท่านยังต้องการที่จะหาความเพลิดเพลินจากหนังเรื่องนี้อยู่ และถึงแม้หนังเรื่องนี้จะมีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้ตะขิดตะขวงใจหลายอย่าง เช่น มายาคติในการมองคนที่หน้าตา อาการบ้าดาราจนยอมทิ้งทุกอย่างในชีวิต

(หรือเรียกด้วยศัพท์ของคนรุ่นใหม่ว่า เบลล่าซินโดรม) แต่อาจเป็นเพราะพจน์เล่ามันออกมาอย่างจริงใจมากพอ ประมาณว่า ฉันจะเชื่อแบบนั้น ใครจะทำไม นั่นทำให้เราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจมากเท่าที่มันออกมาจากผู้กำกับท่านอื่น

เการักที่เกาหลี

ถ้า ถามผมว่า หนังเรื่องนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับอะไร ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เปรียบได้กับ ”ไกด์บุ๊คเกาหลีของนักท่องเที่ยว” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เวอร์ชั่น Lonely planet หรือนายรอบรู้ แต่เป็นเวอร์ชั่นพจน์ อานนท์ ซึ่งนั่นแปลว่าในเรื่องนี้เราจะได้พบกับความเป็นเกาหลีในมายาคติของคนไทย และความเป็นพจน์ อานนท์แทรกอยู่ในทุกอณูของตัวหนัง ดังเราซื้อทัวร์ไปเที่ยวเกาหลีที่มีพจน์อานนท์เป็นไกด์นำเที่ยวและคนจัด โปรแกรมทริปให้ทั้งหมด ดังจะขยายความได้ต่อไปนี้

แม้องค์ ประกอบหลายอย่างจะไม่ fit in กับหนังตระกูล Road movie นัก แต่เราก็พอกล้อมแกล้มจัดหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในหมวด Road movie ได้เหมือนกัน ซึ่งช่วงเดียวที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย ก็ได้มีหนัง road movie อีกเรื่องที่ออกฉายในเวลาใกล้เคียงกัน และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นไกด์บุ๊คเช่นกัน แต่เป็นฉบับเรียว กิตติกร นั่นคือ “เราสองสามคน” นั่นเอง (ซึ่งมีบางท่านเคยให้ความเห็นแนวจิกกัดว่า สมาชิกทริปในเราสองสามคน

เหมือนโดนวางยาหลอนประสาท เพราะดูงงๆ สื่อสารกันไม่รู้เรื่องสักคน ส่วนในเการักที่เกาหลี เหมือนโดนวางยากระตุ้นประสาท เพราะดูครึกครื้นเกินเหตุกันทุกคน)

โดย ทั่วไป หนังแนว road movie นี้จะมีลักษณะตามสูตร คือ ตัวละครในเรื่องจะออกเดินทางเพื่อไปยังจุดหมายที่ฝันไว้ ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน ไปหาคนรัก ไปสถานที่ที่เขาใฝ่ฝันจะไป ไปทำภารกิจที่เขาฝัน ฯลฯ โดยระหว่างทางนั้นพวกเขาจะมีโอกาสได้พบเจอและเรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ อาจจะเป็นเรื่องของคุณค่าของชีวิตและจุดมุ่งหมายของการเดินทาง

โดยจุดจบของการเดินทางนั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวละครเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายแต่ก็ไม่เสียใจเพราะพวกเขาเรียนรู้สิ่งที่ สำคัญกว่าจุดหมายนั้น (เช่น ใน Little Miss Sunshine) หรือผู้เดินทางต้องเจอบททดสอบมากมาย ทำให้กว่าจะไปถึงจุดหมายนั้นได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น (เช่น Hidalgo) ซึ่งถ้าพิจารณาแนวทางของหนัง road movie แล้ว คงต้องบอกว่าทั้ง ”เการักที่เกาหลี” รวมไปถึง “เราสองสามคน”เป็นหนังที่มีรสชาติแปลกและแตกต่างไปจากหนัง road movie เรื่องอื่น และเทียบเคียงกับการเป็นไกด์บุ๊คอย่างเห็นได้ชัด 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก คือ หนังทั้งสองเรื่อง เป็นหนังที่แสดงตัวชัดว่าเป็นหนังของตัวฤทธิ์ยุคใหม่ และสื่อให้เห็นถึงทัศนคติเรื่องการท่องเที่ยวในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี มาเที่ยวคือมาเที่ยวจริงๆ ไม่เกี่ยวกับการสำรวจ การค้นหา การเดินทางอะไรทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ว่า ตัวละครในเราสองสามคนและในเการักที่เกาหลี ไม่มีใครที่ปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นหรือพยายามเข้าใจลักษณะพิเศษของท้อง ถิ่นนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไรเลยแม้แต่คนเดียว ตัวละครคิดถึงสถานที่ที่อยากเจอซึ่งเขาอาจจะเคยเจอใน “รูปแบบเสมือน” ซึ่งมาจากมายาคติที่สังคมไทยมีต่อเกาหลี ทั้งเรื่องซีรีย์ บอยแบนด์ ศัลยกรรม ฯลฯ

ซึ่งพวกเขาเคยเจอในซีรีย์เกาหลี, สารคดี, อินเตอร์เน็ท จากนั้นก็เดินตามรอยเพื่อทำการแปรรูปประสบการณ์เสมือนนั้นให้กลายเป็น ”ประสบการณ์จริง” ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับการหาประสบการณ์ใหม่ เช่น เรียนรู้วัฒนธรรมหรือศึกษาสิ่งที่อยู่นอกแผนเที่ยวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจากหนังอย่าง Slumdog Millionaire หรือ The Last Emperor ที่แม้จะเน้นขายความ Orientalism หรือเห็นได้ชัดว่าเป็นหนังที่เป็นการมองโลกตะวันออกแบบ exotic จากมุมมองตะวันตก แต่อย่างน้อยมุมมองในหนังรางวัลออสการ์ทั้งสองเรื่องก็เป็นมุมมองที่พยายาม เข้ามาคลุกคลีและสร้างความเข้าใจกับมัน เปรียบได้กับนักท่องเที่ยวแบกเป้ที่พยายามปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น ไม่เหมือนทริปชะโงกทัวร์หรือทริปลูกเป็ดเหมือนในหนังไทย 2 เรื่องดังที่กล่าวไว้

ข้อที่สอง จะเห็นว่าเการักที่เกาหลีไม่มีลักษณะที่หนัง road movie พึงเป็นดังที่กล่าวไว้ข้างบน นั่นคือ ตัวละครแทบไม่มีอุปสรรคในการตามหาฝันนั้นเลย ทั้งการที่คะน้าได้เจอโนอาจูอย่างง่ายดาย (ความยากเย็นทั้งหลายที่คะน้าได้เจอล้วนมาจากความที่เธอฝันเกินจุดเริ่มต้น อย่าง การพยายามอยู่กับเขานานๆ หรือการพยายามเป็นคนรักของเขาให้ได้) มะระที่ได้ศัลยกรรมสมใจ ส่วนวอนก็เลิกล้มความฝันเอาดื้อๆ โดยไม่คิดจะพยายาม (เอาเข้าจริง หนังดูจะทิ้งประเด็นนี้ เหมือนว่าตั้งใจจะใช้เป็นมุขเปิดตัวเฉยๆ) อันที่จริง ความฝันของตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ถูกมองด้วยสายตาเย้ยหยันทั้งจากตัวละคร ในเรื่องและจากผู้สร้างหนังให้กลายเป็นเรื่องตลก ในเมื่อทั้งความฝันและเส้นทางบรรลุฝันของตัวละครถึงทิ้งขว้าง นั่นทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนัง road movie แบบที่ได้อารมณ์เหมือนนั่งดูคนมาเที่ยวชิลๆ บวกกับฝีมือการถ่ายภาพที่สวยงามในรูปแบบชวนฝัน ทำให้หนังเรื่องนี้กลายสภาพไปเป็นไกด์บุ๊คพาเที่ยวดีๆ นี่เอง

แต่ อย่างที่กล่าวคือ ไกด์บุ๊คฉบับนี้ไม่ใด้เป็นแค่ไกด์บุ๊คแบบกลางๆ เหมือน lonely planet แต่เป็นไกด์บุ๊คของพจน์ อานนท์ซึ่งมีความเป็นพจน์ อานนท์เด่นพอๆ กับกว่าความเป็นเกาหลี ให้ความรู้สึกเหมือนมีไกด์คอยชี้โน่นชี้นี่ตลอดเวลา (เปรียบหนังเรื่องนี้ได้กับตัวละครมะระ นั่นคือเป็นการจับศัลยกรรมมาแต่งให้ออกมาดูสวยขึ้น ดูเป็นเกาหลีตามรสนิยมสาธารณ์มากขึ้นแต่โดยเนื้อแท้ก็ยังเป็นหนังพจน์ อานนท์อยู่เหมือนเดิม)

นั่นทำให้หนังเรื่องนี้นอกจากจะมีองค์ประกอบของความเป็นหนังพจน์ อานนท์อย่างครบถ้วน ทั้งฉากนักแสดงชายถอดเสื้อลงอาบน้ำในอ่างเล็กๆ เดียวกันทั้งที่เมื่อกี้แทบจะฆ่ากันตาย หรือเคมีของนักแสดงชายที่ตรงกันเสียจนทำให้ตัวละครหญิงนางเอกอย่างคะน้า กลายเป็นส่วนเกินของหนังไปเลยเวลาอยู่ร่วมจอกับนักแสดงเหล่านี้ และเนื่องจากเป็นการมองเกาหลีผ่านมายาคติของสายตานักท่องเที่ยวไทยทำให้หนังเรื่องนี้มีองค์ประกอบจากหนังเกาหลีแทรกเข้ามาตลอดเรื่อง เช่น อุ้มหลัง ร้องไห้กลางหิมะ พี่ชายที่แอบรักน้องสาย ซึ่งเสียดายที่เป็นการใส่เพื่อให้มีโดยไม่ได้คิดถึงแรงจูงใจของตัวละครที่สม เหตุสมผลอย่างที่ควรจะเป็น ผลก็คือผู้ชมหลายท่านอดหัวเราะกับความลักลั่นของฉากเหล่านี้ไม่ได้

แน่ นอนว่า การเที่ยวเกาหลีโดยมีไกด์เป็นพจน์ อานนท์ ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะชอบ นั่นก็ทำให้สุดท้าย ทริปเกาหลีครั้งนี้อาจลงเอยด้วยความน่าผิดหวังทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ และผลสุดท้ายจะสู้คู่มือเที่ยวเกาหลีฉบับมหาชนซึ่งมาจากค่ายหนัง GTH ที่มีการศึกษาถึงความต้องการของลูกทัวร์แบบรัดกุมอย่าง “กวนมึนโฮ” ไม่ได้แต่เการักที่เกาหลีก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าลอง หากคุณต้องการเห็นมุมมองหรือมายาคติของเกาหลีในมุมมองของปัจเจคชนที่ชัดเจน จนทิ่มตาอย่างพจน์ อานนท์ แม้จะไม่รับประกันว่า จะถูกปากทุกคน และมีความเสี่ยงที่คนมีภูมิต้านทานรับหนังเหนือความเป็นจริงขั้น overaction จะทนไม่ได้

ก็อยากที่บอกไว้ตอนต้นบทความไงล่ะครับว่า ถ้าคุณไม่ชอบหนังพจน์ อานนท์ หรือรับหนังที่องค์ประกอบทุกส่วนล้วน overaction ต่างกระโดดมาทิ่มตาไปเสียทุกอย่างไม่ได้ ก็โปรดจงร้องเพลง “ชาตินี้ที่รัก ชาตินี้เราคงรักกันไม่ได้” กันต่อไป

+ There are no comments

Add yours