Love Actually หนังรักโรแมนติกระดับตำนาน

หลังจากได้รับชมหนึ่งในหนังรักในดวงใจอย่าง Love Actually แล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังเรื่องนี้มันถึงได้อยู่ในใจ ทั้งเนื้อหา และประเด็นความสวยงามของความรักที่หนังนำเสนอออกมา เลยแบ่งแยกประเด็นออกมาได้หลายๆอย่าง ซึ่งบางทีก็เป็นได้ทั้งข้อคิด และสิ่งดีๆที่สามารถนำเอาไปใช้ในชีวิตคู่ได้หลากหลายดี จึงอยากมานำเสนอกันบ้าง

เพราะทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วย  ดูหนังออนไลน์ฟรี ‘ความรัก’ เพราะ ‘ความรัก’ อยู่รอบ ๆ ตัวเรา

-ความรักที่มี่ต่อลูกๆสามารถทำให้พ่อกับแม่ที่ผิดใจกันสามารถอยู่ด้วยกันต่อได้-

 นี่อาจจะเป็นประเด็นที่ชอบมากที่สุดในหนัง กับสิ่งที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมเลยก็ได้ กับการที่ครอบครัวหนึ่งที่รักกันมานานมาก อยู่ด้วยกันมาหลายปี มีลูกๆที่น่ารัก 2 คน เหตุใดจึงยังมีเหตุผลให้ทะเลาะกัน ?? สามีที่ทำงานอยู่ในออฟฟิสย่อมเจอกับคนมากหน้าหลายตา และการได้มีเลขาหน้าห้องสวยๆซักคน ที่คอยมาให้ท่าตลอด ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดเรื่องราวขึ้น เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยากได้มากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นก็คือ การครอบครอง แน่นอนว่าเมื่อความจริงเปิดเผย คนที่ทรมานที่สุดก็คือทั้ง 2 คน แต่สิ่งที่ทั้ง 2 อยู่ด้วยกันจนจบเรื่องเหตุผลมีอยู่อย่างเดียวคือความรักที่มีต่อลูกๆ ซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าตัวสามีนั้นเผลอทั้งกายหรือเผลอใจไปด้วย แต่หนังก็ฉลาดพอที่จะไม่เฉลยแต่ให้คนดูไปคิดต่อเอง ส่วนนี้ขอชม Emma Thompson ที่เล่นบทคุณแม่คนนี้ได้อย่างแข็งแกร่งและน่าสงสารไปในเวลาเดียวกันได้อย่างไม่มีที่ติ

-ความรักสามารถเปลี่ยนหนุ่มขี้อายให้มากล้าคุยกับสาวได้-

LOVE ACTUALLY

นี่อาจไม่ใช่ผลงานแจ้งเกิดของ Martin Freeman กับบทสมทบเล็กๆในหนังเรื่องนี้ แต่เรายังได้เห็นแง่มุมที่สวยงามของสตั๊นท์แมนคนนี้ ทั้งจิตใจดีและมีความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งลักษณะนี้มักจะพบได้ในหนุ่มที่แสนดีที่ไม่มีใครเอา (อาชีพสตั๊นท์อาจเปรียบเปรยได้กับบทที่ไม่มีคนสนใจ) การได้มารู้จักกับ Judy ในการถ่ายทำหนังโป๊ด้วยกันในฐานะสแตนด์อินด้วยกัน ทำให้เจ้าตัวมีความกล้าเวลาคุยกับผู้หญิงมากขึ้น มีการใช้ลูกเล่น ลูกล่อลูกชน รวมไปถึงการให้ความเกรงใจกับหญิงสาวเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้หญิงชอบในตัวผู้ชาย การที่ทั้ง 2 คนลงเอยกันด้วยดีอาจเป็นหนึ่งในกำลังใจให้เหล่าชายที่จิตใจดีแต่ไม่กล้าคุยกับสาวให้ลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง เพราะขนาดดาราหนังโป๊ยังมีความรักได้ ทำไมคนธรรมดาจะมีบ้างไม่ได้ 

ตัวอย่างของการรักกันในที่ทำงานอาจมีให้เห็นหลายอย่าง ในหนัง Love Actually ก็เช่นกัน Carl กับ Sarah นั้นแอบรักกันมานานแล้ว (ในหนังไม่บอกว่าของ Carl นานเท่าไหร่ แต่ Sarah นั้นเกือบสองปีแล้ว) ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการรักกันในที่ทำงานก็คือ หากผลลัพธ์มันไม่สวยงามตามที่หวังไว้เราควรทำตัวเช่นไรกับการต้องเจอหน้ากันอีก ?? (เพลงยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บของอินคาลอยมาในหัวเลย) การที่ทั้ง 2 เกือบได้สมสู่กันในงานเลี้ยงคริสต์มาสของบริษัท แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นตามที่คาดฝันไว้ นั่นทำให้การมาเจอกันอีกครั้งของทั้งสองคนในที่ทำงานเป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานหัวใจมากๆ กับการที่ Carl มาบอก Goodnight ทุกคืนจากความชื่นชมกลายเป็นความขมขื่นไปโดยปริยาย

-เพราะความรักกับSEXเป็นของคู่กัน-

นี่อาจเป็นประเด็นที่ฮาที่สุดในหนัง ไม่รู้ว่าผู้กำกับ Richard Curtis หมันไส้อะไรกับอเมริกาหรือเปล่า ถึงได้มอบบทบาทให้กับชาวอเมริกันในแง่ร้ายๆถึง 2 เรื่องทั้งประธานาธิบดีหัวงู และผ่านชีวิตของ Colin เด็กหนุ่มอังกฤษที่หน้าตาธรรมดา บ้านๆเอามากๆ Colin นั้นในหนังจะให้เห็นว่าพยายามจีบ พยายามคุยกับสาวหลายๆคนมาก แต่สิ่งที่สังเกตุได้คือผู้หญิงทุกคนนั้นเมินเขาหมด ตัวเขาจึงตัดสินใจขายห้องพักและซื้อตั๋วไปอเมริกาเพราะหวังว่าสาวอเมริกาจะไม่หยิ่งแบบสาวอังกฤษซึ่งก็กลายเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทั้งได้คุยและมีอะไรกันและได้พากลับมาอังกฤษ ซึ่งหนังไม่บอกว่ามีความรักมั้ย แต่ยังพอมองอะไรดีๆได้บ้างวาบางครั้งความรักก็เกิดจากการมี Sex ได้เสมอ

อาจไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เกย์ หรือ มิตรภาพระหว่างลูกผู้ชาย แต่เรายังเห็นความสวยงามระหว่างความสัมพันธ์ระหว่าง Bill นักร้องเฒ่าตกอับคนหนึ่งที่พยายามจะกลับมาดังอีกครั้ง ในหนังจะทำให้เห็นว่า Bill นั้นเป็นคนค่อนข้างตลกโปกฮา และไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะมากเท่าไรนัก ซึ่งคนที่ต้องคอยประกบและดูแลมาตลอดก็คือผู้จัดการอ้วนๆชื่อ Joe (ในหนังจะเล่าว่าดูแลมาตั้งแต่ดังจนถึงตกอับและกลับมาดังอีกรอบ) ซึ่งสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในตอนท้ายคือ Bill กลับมาฉลองคริสต์มาสกับ Joe ทั้งๆที่มีสายเรียกเข้าเกือบหลายร้อยสายรอให้ไปฉลองด้วยกัน แต่ Bill ก็ตระหนักได้ว่าในช่วงเวลาพิเศษ เราควรจะใช้เวลาอยู่กับคนพิเศษที่เรารักมากที่สุด (คำพูดในหนังชวนจิ้นมาก แต่ไม่ลงเจาะจง).

-แอบรักแฟนคนอื่น สุดท้ายก็ได้แค่ แอบบอกรัก-

ACTUALLY LOVE

หนึ่งในประเด็นที่เจ็บจี๊ดที่สุดของหนัง กับประเด็นที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้นนั่นคือ การแอบรักแฟนของเพื่อนตนเองหรือพูดง่ายๆก็คือการแอบรักแฟนคนอื่น เพียงแต่ในหนังเลือกที่จะเล่าให้เห็นในมุมมองที่ไม่น่าเกลียด โดยให้เห็นเป็นมุมของฝ่ายชายอย่าง Mark เป็นเพื่อนรักกับ Peter และเมื่อ Peter แต่งงานกับแฟนสาว Juliet โดยมี Mark เป็นตากล้องให้ ทุกอย่างแลดูเหมือนจะแฮปปี้ จนเมื่อ Juliet ทะลึ่งไปเปิดวีดีโอที่ Mark ถ่ายวันแต่งงานไว้ จากแอบรักจึงกลายเป็นมีคนรู้ และคนที่รู้ดันเป็นเจ้าตัว แม้ Mark จะทรมานใจแต่หนังกลับให้เห็นตอนจบที่สวยงามและหนึ่งในฉากบอกรักที่สวยงามและคลาสสิกกับการเปิดป้ายเผยความในใจไปเรื่อยๆ และปิดท้ายด้วยคำพูดของ Mark สั้นๆแต่ได้ใจความว่า Enough now ! ปิดสถานะคนแอบรักไปอย่างเจ็บปวดแต่สวยงาม ‘To me , you are perfect’

 -ความรักย่อมเปลี่ยนแปลงคนเศร้าเป็นคนมีกำลังใจได้-


รวมประโยคเด็ดจากหนังรักที่จะทำให้คุณ ‘ตกหลุมรัก’

I’m just a girl, standing in front of a boy, asking him to love her.

ประโยคเด็ดจากเรื่องต้องยกให้กับคำพูดที่จากปากนางเอกสาวที่ที่เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพื่อเอ่ยปากขอความรักจากผู้ชายเชยๆ อันเป็นที่รัก ฉากนี้ทำให้เราได้รู้ว่าเมื่อเป็นเรื่องของความรักแล้ว ก็สามารถสร้างอิทธิพลให้กับหัวใจใครได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหน คู่ควรหรือไม่ สุดท้ายมันก็ขึ้นอยุ่กับคนสองคนที่มีรักให้กันเท่านั้นเอง

Love Actually

เราไม่อาจระบุได้ว่าหนังรักเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่ไหน เพราะมันเป็นการรวมมิตรความรักในหลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีหนุ่มผู้ตกหลุมรักสาวใช้ หรือหนุ่มที่แอบรักเพื่อนสนิท ไปจนถึงความรักแบบพ่อลูกที่ดันไปมีปัญหาหัวใจทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก ความสนุกของเรื่องนี้คือการดำเนินเรื่องที่ตัดไปตัดมา แบ่งความสนใจของไปเราให้กับทุกคู่แบบเท่าเทียม (จริงๆ แล้วก็มีแอบลำเอียงนิดหน่อย)  สมกับชื่อภาพยนตร์จริงๆที่ว่า Love Actually Is All Around หรือความรักอยู่รอบตัวนั่นเอง

To Me, You’re Perfect

เรียกได้ว่าเป็นฉาก Signature ของเรื่องเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับใครที่งงว่าประโยคนี้มันเด็ดอย่างไร เราเล่าย้อนให้ฟังว่านี่คือคำสารภาพรักจากปากผู้ชายคนหนึ่งที่หลงรักแฟนสาวของเพื่อนสนิทตัวเอง จนสุดท้ายเขาได้รวบรวมความกล้าในการบอกรักผ่านแผ่นกระดาษ พร้อมข้อความที่ว่า เขาอยากพูดความจริงในวันคริสมาสตร์ว่าสำหรับเขาแล้วเธอเพอร์เฟ็คและคนอกหักคนนี้ก็จะรักเธอตลอดไป  ซึ่งความหมายที่ซ่อนอยุ่มันน่าเศร้าตรงแม้รุ้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็ขอเลือกที่จะบอกมันกับเธอและไม่ได้หวังอะไรตอบแทน ซึ่งบางครั้งความรักมันก็แค่นี้ แม้ไม่ได้รักตอบขอแค่ได้บอกออกไปก็พอแล้ว

Lost In Translation

หากจะให้คำจำกัดความหนังรักรางวัลออสการ์เรื่องนี้คงเป็นเพียงคำสั้นๆอย่าง ‘เหงา’ ใช่แล้ว ความเหงาใน Lost In Translation นี้เป็นทั้งพล็อต ทั้งตัวช่วยพยุงเรื่อง และซีนอารมณ์เหงาก็จุดเด่นของเรื่องด้วยเช่นกัน เรื่องความเหงาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘บ๊อบ’ และ ‘ชาร์ล็อตต์’ มีเหตุจำเป็นต้องระเห็จตัวเองไปอยู่ ‘ญี่ปุ่น’ มืดบอดด้านภาษาและการสื่อสาร การพบกันของทั้งคู่จึงเป็นเหมือนแรงดึงดูดอย่างแรงกล้า และบ่อเกิดของความสัมพันธ์ในครั้งนี้ นี่คือหนังรักในอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จ พลอตแปลกใหม่และการนำเสนอที่เหงากินใจราวกับดูหนัง ‘หว่อง กา ไว’ เวอร์ชั่นฮอลลีวู๊ดยังไงอย่างงั้น ใครที่ไม่ชอบความหวานเกินพอดี เรื่องนี้ใช้ได้เลย

Everyone want to be found

เป็นประโยคจากคนเหงาอีกนั้นแหละที่ซึ่งความหมายจริงๆ ของประโยคนี้มีความหมายว่าคนทุกคนต้องการที่จะมีตัวตนหรือถูกจดจำ การหลงเข้าไปในดินแดนที่ตัวเองไร้ตัวตนแบบนี้มันทำให้เขารู้คุณค่าของการมีตัวตนขึ้นมานั่นเอง

Before Trilogy

พอได้ยินคำว่าไตรภาค เรามักคุ้นเคยกับหนังแนวแฟนตาซีหรือมหากาพย์ศึกดวลอะไรสักอย่าง แต่ใครจะรู้ว่าหนังรักก็สามารถรวมเป็นไตรภาคได้เหมือนกัน แถมยังทำได้ดีจนต้องยกนิ้วให้กับไอเดียและการดำเนินเรื่องแบบนี้เลย ภาพยนตร์ขุดนี้ประกอบไปด้วย Before Sunrise, Before sunset และ Before Midnight โดยแต่ละภาคจะบอกเล่าเรื่องราวแต่ละช่วงวัย เริ่มจากความรักแรกรุ่นในกรุงเวียน ข้ามผ่านเก้าปีต่อมากับความหวานในวัยหนุ่มสาว ณ กรุงปารีส ก่อนจะปิดฉากความรักเกือบยี่สิบปีลงที่ภาคสุดท้ายแบบที่คุณจะต้องอิ่มเอมใจ ความน่าสนใจสำหรับคนที่ติดตามหนังเรื่องนี้คือเราสามารถโตไปพร้อมกับมันได้ โดยแต่ละภาคจะออกฉายต่างกันเก้าปี คล้ายกับเราที่โตขึ้นตามตัวละครและมีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *