พยาธิในช่องคลอด

ภาวะติดเชื้อปรสิตจากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงมีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ

อาจทำให้ผู้หญิงมี อาการคันบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอดส่งกลิ่นเหม็น มีตกขาวสีเขียวและเป็นฟอง เจ็บขณะปัสสาวะ รวมทั้งอาจทำให้หญิงมีครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ส่วนผู้ชายสามารถติดเชื้อนี้ได้เช่นกันแต่มักไม่แสดงอาการ โดยผู้ที่ติดเชื้อควรรับประทานยาปฏิชีวนะจนกว่าจะหายดี  พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) คือ ภาวะติดเชื้อปรสิตจากการมีเพศสัมพันธ์  แต่ผู้ป่วยบางรายก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลังรักษาหายไปแล้ว

อาการของพยาธิในช่องคลอด

หลังจากติดเชื้อตั้งแต่ 5-28 วันขึ้นไป ผู้ป่วยอาจมีอาการ ในช่วงแรกของการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ดังนี้

  • มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง ซึ่งอาจเป็นสีขาว เทา เหลือง หรือเขียว และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยหรือไหลออกมามาก
  • บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปวดปัสสาวะบ่อย
  • เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีตกขาวที่ส่งกลิ่นเหม็น และเจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุของพยาธิในช่องคลอด

พยาธิในช่องคลอดเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว Trichomonas Vaginalis ที่ตรวจพบได้จากน้ำในช่องคลอดหรือน้ำอสุจิของผู้ป่วย ซึ่งติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และผู้หญิงสามารถติดเชื้อนี้ได้ทั้งในช่องคลอดและท่อปัสสาวะ

โดยผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ได้แก่

  • ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ
  • ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

เนื่องจากพยาธิในช่องคลอดติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ดังนั้น กิจกรรมอื่น ๆ จึงอาจไม่ทำให้เกิดการติดต่อได้ เช่น การใช้ภาชนะรับประทานอาหาร ผ้าเช็ดตัว โถสุขภัณฑ์ หรือสระว่ายน้ำร่วมกับผู้ป่วย การกอด การจูบ และการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทวารหนักกับผู้ป่วย เป็นต้น

พยาธิในช่องคลอด
พยาธิในช่องคลอด

การวินิจฉัยพยาธิในช่องคลอด

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดมักแสดงอาการคล้ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ จึงทำให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีอาการผิดปกติทางช่องคลอดจึงควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช

เมื่อไปรับการตรวจ แพทย์อาจซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และอาจนำตกขาวไปส่งตรวจเพื่อดูเชื้อพยาธิในช่องคลอดด้วยวิธี ดังนี้

  • ส่องกล้องจุลทรรศน์
  • เพาะเชื้อจากตัวอย่างสารในช่องคลอด
  • ใช้ชุดทดสอบแอนติเจนหรือสารพันธุกรรม

ป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น นอกจากนี้ หากสงสัยว่าผู้ป่วยติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด แพทย์อาจรักษาผู้ป่วยโดยไม่รอผลการตรวจวินิจฉัย ส่วนผู้ป่วยที่พบว่าตนเองติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดแน่ชัดแล้ว ควรตรวจเลือดหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และซิฟิลิส เป็นต้น รวมทั้งผู้ป่วยต้องแจ้งให้คู่นอนไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเช่นเดียวกัน

การรักษาพยาธิในช่องคลอด

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งวิธีการใช้ยา มีดังนี้

  • ครั้งเดียวในปริมาณ 2 กรัม หรือรับประทานยาเมโทรนิดาโซลวันละ 500 มิลลิกรัม ติดต่อกันนาน 5-7 วัน  รับประทานยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และไปพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติใด ๆ หลังใช้ยา
  • เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือผิวแดง งดดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่ใช้ยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล และอย่างน้อย 3 วัน
  • งดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษาและหลังจากหายเป็นปกติอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น หรือการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพิ่ม
  • ปรึกษาแพทย์ถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ หากแพ้ยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล
  • หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาเมโทรนิดาโซลหรือทินิดาโซล เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือทารกได้ โดยเฉพาะหากรับประทานยาปริมาณมากในครั้งเดียว
  • ยาเมโทรนิดาโซลอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกถึงรสโลหะในปาก เป็นต้น
  • อาจเกิดจากการรับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง อาเจียนหลังรับประทานยา หรือติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดซ้ำ โดยแพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะในปริมาณที่มากกว่าเดิม หรือรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไป ไปพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ยังคงมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา

ภาวะแทรกซ้อนของพยาธิในช่องคลอด

ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด มีดังนี้

  • หญิงมีครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด รวมทั้งทารกอาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าปกติ หรืออาจติดเชื้อปรสิตจากแม่ได้หากคลอดตามธรรมชาติ
  • ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม หรือช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย เป็นต้น
  • เสี่ยงติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่นำไปสู่โรคเอดส์ได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วก็มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย
  • เกิดภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจทำให้ท่อนำไข่อุดตันจากแผลเป็น ปวดท้องหรือปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานอย่างเรื้อรัง รวมทั้งอาจส่งผลให้มีลูกยาก

การป้องกันพยาธิในช่องคลอด

โดยทั่วไป การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดสามารถป้องกันได้ ดังนี้

  • สวมถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันพยาธิในช่องคลอดที่ได้ผลดีเช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
  • รีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ รวมทั้งรู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์
  • หากพบว่าติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งตนเองและคู่นอนควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย

เชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างของเชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดสามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่น ๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

วิธีการป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด

โรคพยาธิในช่องคลอดสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ufabet24 ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที

วิธีการรักษา

แม้จะรักษาจนหายขาดแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ติดเชื้อ ดังนั้นในทางการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพยาธิในช่องคลอดและคู่นอน มารับการตรวจและรักษาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำใหม่นั่นเอง โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาตามแพทย์สั่งต่อเนื่อง 7-10 วัน

พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis)  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการตกขาวเยอะกว่าผิดปกติ  ช่องคลอดมีกลิ่น รู้สึกคันที่อวัยวะเพศ และรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามพยาธิในช่องคลอดมักพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดลูกก่อนกำหนด

พยาธิในช่องคลอด เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Trichomonas vaginalis ซึ่งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

6 สัญญาณเตือนพยาธิในช่องคลอดที่คุณควรรู้

ประมาณ 70% ของคนที่เป็นพยาธิในช่องคลอด จะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ในตอนแรก ให้คุณสังเกตตนเอง หากมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าเข้าข่ายต่อการเป็นพยาธิในช่องคลอด

  1. ตกขาวเยอะผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น
  2. ตกขาวมีสีเทาเหลือง หรือเขียว
  3. รู้สึกคันที่อวัยวะเพศ
  4. รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  5. เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  6. ปัสสาวะบ่อยขึ้น

โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่จะพบได้ในเพศหญิงมากกว่า

ความน่ากลัวของโรคนี้ คือ หากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้ ตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น

เชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร

มีระยะฟักตัว 5-28 วัน อาการ มีได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงอักเสบรุนแรง บางคนอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ หรือเป็นๆ หายๆ หากไม่ทำการรักษา อาการที่พบได้ ได้แก่ ตกขาวมีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด ช่องคลอดอักเสบ รู้สึกเจ็บหรือปวดช่องคลอด ขณะมีเพศสัมพันธ์

เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะ หรือมีเพศสัมพันธ์ ความแตกต่างของเชื้อราในช่องคลอด และพยาธิในช่องคลอด สามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่น ๆ

อาการของโรคพยาธิในช่องคลอด

-มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง และอาจส่ง กลิ่นเหม็นคาวปลา

-มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด

-บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ

-ปวดปัสสาวะบ่อย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *