รีวิว Bad Boys for Life กำเนิดใหม่ของคู่หูไมอามี่

Bad Boys for Life

Bad Boys for Life คือการกลับมาของสองตัวละครคู่หูนายตำรวจสุดระห่ำอย่าง ไมค์ โลเวอรี่ และ มาร์คัส เบอร์เน็ตต์อันเป็นบทบาทที่สร้างชื่อให้กับสองนักแสดงผิวสีอย่างวิล สมิธ และ มาร์ติน ลอว์เรนซ์ ซึ่งหนังภาคนี้ทิ้งระยะห่างจากหนัง Bad Boys 2 นานถึง 17 ปีเต็ม

ถ้ามองแง่การนำแฟรนชายส์ชุดนี้กลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง ของสตูดิโออย่างโซนี่ พิคเจอร์ส คือความคาดหวังที่จะสานต่อจักรวาล Bad Boys ให้กลับมาโลดแล่นนจอใหญ่และหวังผลระยะยาวด้วยการจับกลุ่มคนดูกลุ่มใหม่ๆ แน่นอนว่าถ้าหากหนังประสบความสำเร็จ การสร้างภาค 4-5-6 จะต้องตามมาอย่างแน่นอน ประกอบกับก่อนหน้านี้หนังแฟรนชายส์หลายเรื่องของโซนี่ พิคเจอร์ส ถือได้ว่าไม่ได้รับความนิยมหรือรายได้ไม่เข้าเป้าอาทิ Men In Black, 21 และ 22 Jump Street ที่ลือกันว่าจะมีภาคต่อ หรือครอสโอเวอร์จักรวาลกันแต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างจนปัจจุบันโปรเจ็คได้หายเข้ากรุไปแล้ว Charlie’s Angels ล้มเหลวอย่างหนักเมื่อปลายปีก่อน ดูหนังออนไลน์ไทย ส่วน Resident Evil และ Underworld ก็จบมหากาพย์ไปเรียบร้อบแล้ว (แต่โซนี่ก็ยังมีแผนที่จะรีบูต Resident Evil กลับมาอีกรอบเร็วๆนี้) ดังนั้นเมื่อพิจารณาแฟรนชายส์ที่ยังดูได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกคงเหลือแค่ James Bond และ Jumanji เท่านั้น

Bad Boys for Life เลือกจะเล่าช่วงเวลาปัจจุบันของชีวิตไมค์ โลเวอรี่ และ มาร์คัส เบอร์เน็ตต์ โดยทั้งสองยึดฉายา “คู่หูขวางนรก” มาตลอดชีวิตการทำงาน ความระห่ำของทั้งคู่กิตติศัพท์ระบือไกล จนกระทั่งวันหนึ่งมาร์คัสตัดสินใจที่จะปลดเกษียณตำแหน่งของตัวเองเพื่อไปใช้ชีวิตที่ “ปลอดภัย” กับครอบครัวและลูกๆของเขา ส่วนไมค์ยังคงสนุกกับงานและการใช้ชีวิตแบบหล่อเท่ตามเดิม จนกระทั่งวันหนึ่งไมค์ถูกลอบสังหารจากอาชญากรลึกลับจนอาการสาหัสปางตาย ไม่นานนักเขาก็เริ่มค้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเกี่ยวพันกับอดีตของตัวไมค์เองเมื่อนานมาแล้ว

จุดเด่นประการสำคัญของ Bad Boys for Life คือการนำบุคลิกของสองตัวละครเอกกลับมาขึ้นจอได้อย่างเปี่ยมชีวิตชีวา ดูเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ เจ็บได้ตายเป็นและการเพิ่มปูมหลังของตัวละคร ยิ่งทำให้พวกเขามีมิติที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมทำความรู้จักไมค์และมาร์คัสได้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้คนที่ยังไม่เคยดูแฟรนชายส์ Bad Boys มาก่อนก็สามารถดูหนังภาคนี้โดยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้อยู่ดี

ผลงานการกำกับของเอดิล และ บิลัล รวมไปถึงบทภาพยนตร์ของปีเตอร์ เคร็กและ โจ คาร์นาฮาน ได้นำจักรวาล Bad Boys ให้กลับมาขึ้นจอใหญ่ได้สนุก เปี่ยมสีสัน ตัวละครมีเสน่ห์ ตัวร้ายที่น่าเกรงขาม

รวมไปถึงปมปริศนาที่ถูกทิ้งท้ายเอาไว้ให้ผู้ชมอยากติดตามแฟรนชายส์นี้ต่อ จนเราอาจจะกล่าวได้ว่า Bad Boys for Life คือการกำเนิดใหม่ของสองคู่หูนายตำรวจไมอามี่นั่นเอง

ห่างหายจากภาคก่อนหน้าไปถึง 17 ปี (โอ้โห) นับตั้งแต่ภาคสองในชื่อ Bad Boys II ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2003 (ส่วนภาคแรกซัดไปปี 1995 เมื่อ 25 ปีก่อน) โดย 2 ภาคแรกเป็นผลงานสร้างชื่อของ ไมเคิล เบย์ ที่ได้ วิล สมิธ และ มาร์ติน ลอว์เรนซ์ ดาราผิวสีชื่อดังแห่งยุค 90s มารับบทคู่กันในหนังคู่หูตำรวจที่ทั้งบู๊และตลกห่ามฮาไปพร้อมสูตรสำเร็จหนังแอ็กชันจนมีแฟนพันธุ์แท้ของแฟรนไชส์อยู่ไม่น้อยที่รอคอยการกลับมาของทั้งคู่

และสำหรับ Bad Boys For Life หรือภาค 3 นี้ต้องบอกว่า หนังฉวยโอกาสของระยะห่างจากภาคก่อนที่ตัวละครวัยเปลี่ยนล่วงสู่ช่วงเกษียณได้ยอดเยี่ยม ทั้งวิถีคิดเปลี่ยนไป และทั้งโลกยุคใหม่ที่ไปไวจนทอดทิ้งคนสูงวัยเร็วขึ้น เทคนิคสอบสวนลุยดะของหมาแก่แบบเก่า ๆ เริ่มถูกปรามาสด้วยหน่วยไฮเทคที่อุปกรณ์ครบครันทั้งแฮกเกอร์ ทั้งโดรนสายลับ และเมื่อมาร์คัส (มาร์ติน ลอว์เรนซ์) ถอดใจอยากเกษียณตัวเองอยู่กับครอบครัวแสนสุขในยามที่ตนได้เป็นคุณตา  โดยหวังจะทำให้คู่หูเปลี่ยนใจตามและเลิกพังสังขารเสี่ยงชีวิตอย่างที่เคยเป็นมา ขณะที่ทางไมก์ (วิล สมิธ) กลับยังทะนงตนว่าเป็นตำรวจมือฉกาจแห่งไมอามี่ฉายาหนังเหนียวยิงไม่เข้า ทว่าอดีตที่เขาเคยสร้างความแค้นกับอาชญากรไว้มากมายก็ยังตามหลอกหลอนในรูปของการฆ่าล้างแค้น ซึ่งทำให้เขาไม่อาจถอนตัวจากสงครามปราบโจรได้ง่าย ๆ

ทั้งนี้เมื่อดูจากบทตั้งต้นที่ โจ คาร์นาฮาน (จากหนัง Smokin’ Aces, 2006) และ ปีเตอร์ เครก (จากหนัง The Town, 2010) ได้วางกันไว้ ก็ถือว่าฉลาด และสมเหตุสมผล เราไม่สะดุดกับลำดับสถานการณ์ที่ผลักดันตัวละครให้ต้องเป็นไป ซึ่งเป็นการเขียนบทที่ดีมากเมื่อเทียบกับหนังแนวแอ็กชันที่มักเอาฉากโชว์เป็นตัวนำแล้วยัดเหตุผลให้ตัวละครวิ่งเข้าไปหาฉากเหล่านั้นเสียมากกว่า

แต่กับเรื่องนี้เรารู้สึกถึงแรงขับดันของตัวละครเอกที่สวนทางกัน และการมีสติของตัวละครรอบข้างอย่างที่มนุษย์ควรเป็นทั้งนิทานศาสนาพุทธที่ผู้กองฮาเวิร์ดยกมาเตือนสติไมก์ก็คมและมาได้ถูกที่ถูกทางจนน่าประหลาดใจกับหนังสไตล์ไมเคิล เบย์แบบนี้

อดิล เอล อาบี และ บิลัล ฟัลลาห์ เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหลายเทศกาลประกวดจากผลงานเด่นอย่าง Broeders (2011) Black (2015) และ Patser (2018) ซึ่งโดดเด่นชัดเจนในสไตล์หนังแอ็กชันที่มีคนผิวสีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งก็ลงตัวเหมาะเจาะในการมารับไม้ต่อจาก ไมเคิล เบย์ ที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวของคู่หูตำรวจผิวสีสุดแสบในยุคนี้ ซึ่งทั้งอดิลและบิรัลก็ยังเก็บเอกลักษณ์แบบเบย์ไว้ได้ทั้งภาพสุดสวย ช็อตเท่ ๆ แอ็กชันว่องไวระทึกอารมณ์ โดยเฉพาะฉากขับรถไล่ล่าทำได้สนุกมาก ในขณะที่ความเว่อวังพังเมืองก็วินาศสันตะโรได้พอดี (กระนั้นก็ยังมีฉากสะดุดใจนิดหน่อยอย่างตัวร้ายเอาปืนยิงรถแล้วระเบิดทันที) ความสำเร็จของหนังอีกปัจจัยสำคัญคือการสร้างตัวร้ายที่ดูมีเนื้อหนัง มีมิติที่มาที่มีน้ำหนัก ทั้งยังมีความเก่งทันเล่ห์รวมถึงความโหดเหี้ยมจนทำเราช็อก เซอร์ไพรส์ได้หลายรอบต่อหลายรอบเลยทีเดียว

เจคอบ ซิปิโอ นักแสดงหน้าใหม่ที่มารับบทตัวร้ายของภาคนี้ เหี้ยมถึงใจ พูดถึงฝั่งแอ็กชันแล้วก็ต้องมาดูฝั่งความตลกบ้าง มุกตลกของหนังก็มาจากการล้อเลียนจากภาคเก่า ๆ ล้อเลียนความแก่ของตัวละคร และมุกจากเคมีที่เข้าขากันย่ำปึ้กระหว่างวิล สมิธกับมาร์ติน ลอว์เรนซ์ โดยไมก์ยังเป็นตัวโหด และให้มาร์คัสเป็นตัวฮา ซึ่งจะพูดว่าเป็นสูตรสำเร็จมันก็เป็นสูตรสำเร็จที่ยังทำงานข้ามยุคข้ามสมัยมาได้ดีมาก ๆ ข้อติง

ก็มีว่าหลายมุกอาจเรียกร้องความเข้าใจจากภาคเดิมเล็กน้อยเช่น เรื่องครอบครัวของมาร์คัส ที่คนเพิ่งมาดูภาคนี้เป็นภาคแรกอาจสงสัยว่าเขาตลกอะไรกันในฉากเปิดเรื่อง แต่เอาจริงแล้วสำหรับคนที่ไม่เคยดูก็ไม่ถือว่าหนังใจร้ายนัก เพราะก็เข้าใจได้ไม่ยากและมุกส่วนใหญ่ก็มาจากสถานการณ์ใหม่ในหนังมากกว่า

สรุปนี่คือหนังแอ็กชันคอมเมดี้สไตล์คู่หูตำรวจแบบคลาสสิกที่เคยเป็นที่โปรดปรานกันมาก ๆ สมัยยุค 90s แต่ยังสามารถกลับมาในยุค 2020 ได้แบบไม่อายใคร เรียกว่าเป็นภาคใหม่ที่ห่างภาคเก่าจนลืมและน่าจะไม่เวิร์ก แต่กลายเป็นเซอร์ไพรส์และเป็นหนังที่สนุกมากได้เสียอย่างนั้น คอบันเทิงทั้งแฟนเดิมจากภาคแรก ๆ ทั้งคอแอ็กชันตลกโปกฮา ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

ภาพยนต์สุดบู๊ระห่ำที่ได้ 2 คู่หูอย่าง ไมค์ โลเวอรี่ และ มาร์คัส เบอร์เน็ตต์ มาถ่ายทอดเรื่องราวความสนุก ความมันส์ ความฮา และที่สำคัญ ฉากแอคชั่นต่างๆ บอกได้เลยว่าจัดเต็มแน่นอน

สำหรับ Bad Boys ภาคนี้มีเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ การล้างแค้นของ อิสเบล ที่ต้องการล้างแค้นเจ้าหน้าที่และนักกฎหมายทุกคนที่จับเธอเข้าคุก ซึ่งทุกคนถูกฆ่าตายหมด ยกเว้น ไมค์ หนึ่งในคู่หู Bad Boys คนเดียวที่ฆ่าไม่ตาย

สร้างความโกรธแค้นให้ อิสเบล และมือปืนต้องกลับมาฆ่าเขาอีกหลายครั้ง ซึ่งเขาเองก็พยายามสืบหาตัวมือปืนที่ยิงเขาเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่พลิกล็อคมาก ๆ เมื่อ ไมค์ และมือปืนมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน

Bad Boys for Life

ซึ่งช่วงแรกที่ดูอาจดูไม่มีอะไรมากนัก เนื้อเรื่องเป็นไปแบบเรียบ ๆ ไม่มีความตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่ช่วงครึ่งหลังเป็นช่วงที่ยิงกันสนั่นจอ สร้างความมันและระทึกใจได้ไม่น้อย พร้อมกับฉากขำ ๆ และมุขตลก ๆ ของ โทมัส การเล่าเรื่องก็ทำได้สนุก มีมุขตลกฮา ๆ ให้ได้หัวเราะเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งเรื่อง

มีการเดินเรื่องที่หักมุม ให้คนดูได้ลุ้นและสร้างความน่าติดตามได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้คนดูไม่อยากจะลุกไปไหนจนกว่าจะดูจนจบ

สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังที่มีความสนุกและมันมาก ๆ มีการเดินเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นและน่าติดตาม และมีมุขตลกที่สร้างความฮาทำให้หนังดูไม่เครียด เป็นหนังบู๊แอ็คชั่นที่สนุกมันฮา ที่ผมชอบที่สุดก็ฉากซิ่งรถตอนเริ่มเรื่อง กับฉากไล่ยิงกันบนถนนและก็ตอนจบ และก็มุขฮา ๆ ของ โทมัส มีให้ได้ขำเป็นระยะ ๆ

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *