Benzoyl-peroxide

สำหรับ รักษาสิว มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยทำให้ผิวแห้ง เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์

Benzoyl Peroxide (เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์) เป็นยาทาสำหรับ รักษาสิว มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยทำให้ผิวแห้ง ส่งผลให้น้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวถูกชะล้างออกจากใบหน้าได้ง่าย นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้ยาชนิดนี้เพื่อรักษาอาการอื่น ๆ ตามเห็นเหมาะสม เช่น แผลกดทับ เป็นต้น

เกี่ยวกับยา Benzoyl Peroxide

กลุ่มยา ยารักษาสิว ยารักษาแผลกดทับ
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาหาซื้อได้เอง
สรรพคุณ รักษาสิวและแผลกดทับ
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยาทาภายนอก

คำเตือนการใช้ยา Benzoyl Peroxide

  • ไม่ควรใช้ยานี้ หากมีประวัติแพ้ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์หรือส่วนประกอบใด ๆ ในยา
  • ผิวแพ้ง่าย หรือไวต่อสารเคมีไม่ควรใช้ยานี้
  • หากมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังหรือเป็นโรคผิวหนังควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้
  • ห้ามใช้ยานี้กับเด็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์เป็นยาใช้ภายนอก ห้ามใช้ยาทาภายในปากหรือบริเวณดวงตา
Benzoy รักษาสิว มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย
Benzoy รักษาสิว มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย

ปริมาณการใช้ยา Benzoyl Peroxide

รักษาสิว

  • ผู้ใหญ่ ทายาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ความเข้มข้น 2.5-10% วันละ 1-2 ครั้งหลังล้างหน้า หรืออาจเพิ่มเป็นวันละ 3 ครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเริ่มใช้ครีมที่มีความเข้มข้นน้อยก่อน หากเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีตัวยาชนิดนี้ ควรใช้วันละ 1-2 ครั้ง
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ใช้ในปริมาณเทียบเท่ากับผู้ใหญ่

รักษาแผลกดทับ

  • ผู้ใหญ่ ใช้โลชั่นความเข้มข้น 20% ทาทุก 8-12 ชั่วโมง

การใช้ยา Benzoyl Peroxide

ยานี้ควรใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์และควรปฏิบัติตามคำแนะนำในเอกสารกำกับยาอย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้ยาในปริมาณมากกว่าหรือน้อยกว่าที่แนะนำ เพราะอาจส่งผลต่อการรักษาและเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้

ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจทำให้มีอาการแพ้ยาหรือระคายเคืองต่อผิวหนังอย่างรุนแรง แต่พบได้ไม่บ่อย ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นใช้ยา ควรทดสอบการแพ้โดยใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยบริเวณที่มีสิว 1-2 แห่งติดต่อกันประมาณ 3 วัน หากไม่มีอาการผิดปกติจึงเริ่มใช้ในปริมาณปกติตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป

สำหรับวิธีใช้ยา ควรล้างมือและผิวหนังบริเวณที่ต้องการทายาให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง หากเป็นยาชนิดโลชั่นควรเขย่าขวดก่อนใช้ ส่วนยาทาสามารถใช้ได้ทันที โดยทาบาง ๆ ลงบนผิวเพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย หลีกเลี่ยงการทายาบริเวณปากหรือตา หากยาเข้าปาก ตา หรือจมูก ควรรีบล้างออกด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้ยานี้กับผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดด มีผื่นจากการโดนลมแรง ผิวแห้งแตก ระคายเคือง  ถลอก หรืออีกเสบ ควรรอให้บริเวณดังกล่าวหายดีก่อน นอกจากนี้ ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจกัดสีผมหรือเสื้อผ้าได้ จึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวยาสัมผัสเส้นผม เสื้อผ้า หรือของใช้อื่น ๆ

ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจทำให้ผิวบอบบางลงและไวต่อแสงแดดได้ ระหว่างใช้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หากผิวหนังไหม้แดดควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ ขณะใช้ยาควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เครื่องเทศ สารสมานผิว มะนาว ยาย้อมผม หรือยากัดสีผม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ประเภทยาทาผิวหนังชนิดอื่น ๆ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ใช้เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์จะเริ่มเห็นผลการรักษาหลังผ่านไป 3-4 สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรเลิกใช้ยากลางคัน เพราะอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Benzoyl Peroxide

การใช้ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังหรือมีอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ ควรหยุดใช้ยาและรีบไปพบแพทย์ทันที หากมีสัญญาณของอาการแพ้ เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะ ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอบวม ผิวลอก  หรือมีอาการบวม คัน แดง แสบร้อน พุพอง

ส่วนผลข้างเคียงชนิดไม่รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับผิวหนังบริเวณที่ทายา มีดังนี้

  • ผิวหนังแห้ง ลอก หรือตกสะเก็ด
  • รู้สึกแสบผิว หรือมีผิวไหม้เล็กน้อย
  • ผิวหนังแดงหรือระคายเคือง
  • มีอาการคันหรือปวดแสบ

ธรรมดาคนเป็นสิวมักเกิดความกังวล โดยเฉพาะเมื่อผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างหนาตา ยิ่งเป็นตุ่มหนองด้วยแล้วล่ะก็ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจลุกลามจนทั่วใบหน้าและเกิดแผลเป็นเพื่อหลีกพ้นสิว เรามีความรู้ที่ถูกต้องมาแนะนำค่ะ

รู้จักสิว
สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยชนิดหนึ่งในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้น สิวจะค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด แต่บางคนยังคงมีอาการสิวเป็น ๆ หาย ๆ หลังพ้นจากวัยรุ่นไปแล้ว เนื่องจากสิวเกิดจากการอักเสบของต่อมไขมัน(sebaceous)ทำให้เรามักจะพบสิวในบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ใบหน้า หน้าอก หลังส่วนบน คอ ไหล่ หรือต้นแขน โดยจะพบสิวได้หลายระยะทั้งสิวอุดตัน เช่น สิวหัวเปิดสีดำ หรือสิวหัวปิด ซึ่งจะเห็นเป็นหัวขาว ๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ต่อมาอาจจะกลายเป็นสิวอักเสบเห็นเป็นตุ่มแดง(papulonodular)ได้ บางคนถ้าการอักเสบมาก อาจพบเป็นตุ่มหนอง(pustule)หรือเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังที่เรียกว่าสิวหัวช้าง(nodulocystic)ได้ด้วย

สาเหตุการเกิดสิว
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง โดยระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน จะมีระดับสูงในช่วงวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศชาย ทำให้เราพบสิวในช่วงอายุนี้มากกว่าช่วงอื่น ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการสร้างไขมันออกมามากขึ้น และในขณะที่น้ำมันเดินทางจากต่อมไขมันสู่ปากรูขุมขน เกิดไปผสมเข้ากับแบคทีเรียและเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนกลายเป็นสิวอุดตัน ระหว่างนั้นเม็ดเลือดขาวในร่างกายจะออกมากำจัดแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบ เกิดเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเป็นหัวหนองในที่สุด

ผู้หญิงบางคน อาจมีสิวเห่อมากขึ้นในระยะก่อนมีประจำเดือนได้ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการบวมของรูขุมขนและการคั่งของน้ำในร่างกาย นอกจากนี้การหลุดลอกของผิวหนังที่ผิดปกติ ทำให้มีการหนาตัวของผิวหนังบริเวณปากรูขุมขนและแบคทีเรียที่สำคัญคือ Propionibacterium acne ก็เป็นปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดสิวได้ด้วย
เดิมเชื่อว่าอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต หรืออาหารมัน ๆ ทำให้เกิดสิว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีการศึกษาใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าอาหารเป็นสาเหตุของการเกิดสิว แต่ถ้าสังเกตว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ทำให้อาการสิวอักเสบแย่ลง อาจลองหลีกเลี่ยงหรือหยุดรับประทานอาหารชนิดนั้น ๆ แล้วสังเกตว่าอาการสิวอักเสบดีขึ้นหรือไม่

นอกจากนี้การใช้เครื่องสำอางก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสิวอุดตันและเกิดเป็นสิวอักเสบตามมา ดังนั้นในคนที่มีโอกาสเป็นสิวง่าย แนะนำให้พยายามใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน (oil-free) ufabet24 และควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ(noncomedogenic และ non-acnegenic)ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดสิวหัวเปิดหรือสิวหัวปิด นอกจากนี้การใช้สเปรย์หรือเจลบำรุงเส้นผม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณใบหน้า

และสุดท้ายสาเหตุจากกรรมพันธุ์ พบว่าถ้าบุคคลในครอบครัวเป็นสิวและมีสภาพผิวมัน จะมีโอกาสเป็นสิวได้มากกว่าผิวชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปผู้ที่ผิวมันจะมีรูขุมขนกว้าง ผิวหยาบ รวมทั้งหน้ามันเยิ้ม ทำให้สกปรกง่ายต่อการเกิดสิว

การรักษา
การรักษาสิวโดยทั่วไปคือ การป้องกันการเกิดสิวใหม่ และลดการอักเสบของรอยโรคเดิมลง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ปัจจุบันการรักษาสิวมีทั้งยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน โดยจะเลือกใช้วิธีรักษาแบบใด ขึ้นกับความรุนแรงของสิวในขณะนั้น

ยาทาเฉพาะที่ที่ใช้ในการรักษาสิวมีหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว แต่เนื่องจากถ้าใช้แต่เพียงตัวเดียว อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ จึงควรใช้ร่วมกับยาทาในกลุ่มอื่นๆ เช่น ยากลุ่ม benzoyl peroxideโดยทาทิ้งไว้ 5-10 นาที จะช่วยลดสิวอุดตันและลดการอักเสบของสิวได้ และยาในกลุ่มวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดสิวอุดตันและช่วยทำให้สิวอุดตันที่เกิดขึ้นแล้วหลุดลอกออกไปได้โดยง่าย ยาทาเฉพาะที่ส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง อาจทำให้เกิดรอยแดง แห้งหรือลอกได้ ดังนั้นจึงควรทาบาง ๆ และเริ่มใช้ในปริมาณน้อย ๆ ก่อน ถ้ามีอาการระคายเคืองให้หยุดยาดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีอาการแสบหรือแดงก็สามารถทายาปริมาณมากขึ้น หรือทายาแล้วทิ้งเอาไว้นานขึ้นก่อนจะล้างออกได้

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *